วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2559 เป็นอย่างไร?

อีกไม่กี่วันเราก็จะบอกลาปี 2559 กันแล้ว มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้ทั้งที่เป็นเรื่องดี

และเรื่องทำให้หดหู่หัวใจ ในบรรดาสารพัดเรื่องที่มีการพูดถึงกันเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนพูดถึงกันมาตลอดทั้งปี ช่วงที่กำลังจะเปลี่ยน พ.ศ.จึงเป็นโอกาสดีที่จะเหลียวหลังกลับไปมองเศรษฐกิจไทยกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่ได้แย่ลงกว่าปีก่อน นั่นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าจะถามว่าดีแค่ไหนเราต้องหาคู่เทียบว่าในช่วงเวลาเดียวกันเศรษฐกิจของพวกเขาเป็นอย่างไร ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้ว คู่เทียบคงจะหนีไม่พ้นเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของอาเซียน

ในการเทียบนั้น ต้องมีการเลือกมองตัวชี้วัดที่เหมาะสม ซึ่งในบทความนี้เลือกนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการขยายตัวของ GDP อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงาน ซึ่งเป็นข้อมูลช่วงไตรมาสที่ 3 และต้นไตรสมาสที่ 4

สาเหตุที่เลือกตัวชี้วัด 3 ตัวนี้ ก็เพราะอัตราการขยายตัวของ GDP สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อบอกค่าครองชีพ และอัตราการว่างงานบอกสัดส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้ว ตัวชี้วัดทั้ง 3 ตัวนี้ยังเป็นข้อมูลที่มีการเก็บรวมรวมกันทุกประเทศจึงสามารถใช้คำนวณภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียนได้

สำหรับการคำนวณอัตราการขยายตัวของ GDP และอัตราเงินเฟ้อของโลกมีการถ่วงน้ำหนักด้วยขนาดของ GDP ของแต่ละประเทศเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจโลก การคำนวณอัตราการว่างงานก็ถ่วงน้ำหนักด้วยจำนวนประชากรของประเทศนั้นเทียบกับจำนวนประชากรของโลก การคำนวณของอาเซียนก็ใช้วิธีการเดียวกัน แต่เปลี่ยนจาก GDP ของโลกเป็น GDP ของอาเซียน และเปลี่ยนจากประชากรของโลกเป็นประชากรของอาเซียน

จากรูปจะเห็นได้ว่า อัตราการขยายตัวของ GDP ของไทยในไตรมาสที่ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้มีค่าเท่ากับ 3.2% ซึ่งถือว่าดีกว่าภาพรวมของโลก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับของอาเซียนแล้วเรายังโตช้ากว่านิดหน่อย สาเหตุเพราะมี 5 ประเทศที่มีการขยายตัวสูง ได้แก่ กัมพูชาที่ขยายตัว 7.2% ฟิลิปปินส์ขยายตัว 7.1% พม่าและลาวขยายตัว 7.0% เท่ากัน และเวียดนามขยายตัว 6.4% ที่น่าสังเกตก็คือ สี่ในห้าของประเทศเหล่านี้คือเพื่อนบ้าน CLMV ของเราเอง

พอดูตัวเลขอัตราเงินเฟ้อจะพบว่า อัตราเงินเฟ้อของเราเท่ากับ 0.6% ต่ำกว่าโลกและอาเซียนถึงห้าและสี่เท่าตามลำดับ ซึ่งหากคิดเร็วๆ ก็ดูเหมือนว่าเราทำได้ดี แต่ประเด็นก็คือ เงินเฟ้อซึ่งเป็นปรอทวัดว่าราคาของจะแพงขึ้นเร็วแค่ไหนนั้นเปลี่ยนแปลงได้เพราะกำลังซื้อที่ ปริมาณสินค้าในตลาด และต้นทุนการผลิต หากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำของเราเกิดขึ้นเพราะกำลังซื้อยังไม่ฟื้น (แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะดี) ตัวเลขที่ต่ำก็ไม่ใช่เรื่องดี แต่ถ้าเกิดขึ้นเพราะการลดลงของต้นทุนการผลิต เช่น ต้นทุนการขนส่ง หรือต้นทุนพลังงาน ตัวเลขที่ต่ำนี้ก็น่าจะถือเป็นสัญญาณบวกได้

ตัวเลขอัตราการว่างงานของเราอยู่ที่ 1.2% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการว่างงานของโลกและอาเซียน ดูแล้วอาจค้านกับความรู้สึกเพราะข่าวที่ออกมามีแต่ข่าวยอดคนตกงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้จบปริญญาตรี สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจเกี่ยวกับอัตราการว่างงาน คือ นิยามที่เป็นมาตรฐานสากลของการว่างงาน คือ ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องไม่เคยทำงานเลย หากทำงานอย่างน้อย 1 ชั่วโมงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะไม่ถือว่าเป็นคนตกงาน นั่นหมายความว่า คนที่หางานทำไม่ได้แล้วไปช่วยที่บ้านขายของในตลาดแค่ 1 ชั่วโมง ก็ถือว่าไม่ตกงาน ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาหางานทำไม่ได้จึงไปขายของไปพลาง ดังนั้น อัตราการว่างงานจึงอาจจะไม่ได้สะท้อนภาพที่แท้จริงก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้ว จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้มี  25 ประเทศที่มีการขยายตัวของ GDP มีค่าติดลบ และมี 11 ประเทศที่ขยายตัวไม่ถึง  1% อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่จะมองข้ามไม่ได้คือ การขยายตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะนโยบายของรัฐที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หากเรายังต้องให้รัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปแบบนี้คงไม่ดีเพราะกระเป๋าเงินของรัฐก็มีเงินอยู่อย่างจำกัด

ที่น่าสนใจคือตัวเลขการขยายตัวของ GDP ของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ที่สูงกว่าเราถึงเท่าตัว ตัวเลขเหล่านี้แล้วก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทำยังไงเราถึงจะสามารถจะผูกปิ่นโตกับเพื่อนบ้านเพื่อให้เติบโตไปด้วยกันได้ในระยะยาว