ล้าสมัยและเปิดทางการเมืองแทรกแซงสื่อ
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้ง 6 แห่งได้ออกแถลงการณ์ส่งเสียงดัง ๆ เพื่อบอกกล่าวกับสังคมว่าความพยายามที่จะจัดตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองเข้ามาแทรกแซง การกำกับดูแลสื่อมวลชนนั้น เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อการทำหน้าที่ ของผู้ต้องการทำหน้าที่เป็นเสียงสะท้อนอย่างเสรี และรับผิดชอบของประเทศชาติ
ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ที่กำลังได้รับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ให้อำนาจ “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ที่ว่านี้ “ขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน”
เนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้ภาครัฐและฝ่ายการเมือง เข้ามาแทรกแซงการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนอย่างเปิดเผย
ผมเชื่อว่าคณะกรรมการที่เสนอเนื้อหาเช่นนี้หลายท่านมีความหวังดี ต้องการจะเห็นวงการสื่อสารมวลชน อยู่ในกรอบจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ โดยเห็นว่าอาชีพหมอ วิศวกร ทนายความต่างก็มีองค์กรที่มีอำนาจในการ “ขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาต” ด้วยกันทั้งนั้น
นักการเมือง ข้าราชการและนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้พยายามจะให้ “คนทำสื่อ” ต้องเข้ากรอบที่ต้องมีใบอนุญาตจึงจะทำอาชีพนี้ได้เช่นกัน
คนทำอาชีพสื่อเป็นตัวแทนของชาวบ้าน เป็นปากเป็นเสียงของคนทุกภาคส่วน จึงไม่จำเป็นต้องเรียนวิชานิเทศศาสตร์ หรือวารสารศาสตร์แล้วจึงมาทำอาชีพนี้ได้ ไม่เหมือนหมอ วิศวกรหรือทนายความที่ต้องศึกษาและได้ปริญญาด้านนี้มา จึงจะมีคุณสมบัติที่จะทำอาชีพนั้น ๆ ได้
แต่คนทำสื่อนั้นแม้จะไม่ได้จบปริญญา แม้จะไม่ได้เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์ ก็ทำงานสื่อได้ (คนเรียนแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ บางทีทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนได้ดีกว่า คนเรียนมาทางวารสารศาสตร์ด้วยซ้ำไป) จึงไม่อาจจะกำหนดว่าใครต้องเรียนวิชาใดมา จึงจะมาทำอาชีพสื่อสารมวลชนได้ คุณสมบัติที่สำคัญอยู่ที่การเป็นคนทำสื่อที่ดี คือการสะท้อนความเป็นไปในสังคมอย่างตรงไปตรงมา มีความเป็นมืออาชีพ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรมได้มาตรฐานสากล
คนทำสื่อถูกสังคมประเมินผลงานอยู่ตลอดเวลา เพราะสื่ออาสาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสังคม และถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำข่าวหรือเขียนบทความหรือทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ
ดังนั้นหากใครจะทำหน้าที่สื่อมวลชนแล้วต้อง “ขึ้นทะเบียน” และขอใบอนุญาตจาก “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ดั่งที่เขียนไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ คำถามแรกก็คือว่าจะกำหนดคุณสมบัติได้อย่างไร? จะต้องเรียนหนังสือมาด้านไหน? ต้องมีปริญญาหรือไม่? และต้องมีประสบการณ์อย่างไร?
หากสภาวิชาชีพฯมีอำนาจที่จะ “ออก” ใบอนุญาตให้ใครสามารถทำอาชีพสื่อได้ ก็แปลว่ามีอำนาจ “เพิกถอน” ใบอนุญาตได้เช่นกัน
วาดภาพว่านักการเมืองและข้าราชการ สามารถเข้ามานั่งเป็นกรรมการ ที่มีอำนาจกำหนดว่าใครควรจะทำหน้าที่สื่อ ที่จะตรวจสอบการทำหน้าที่ของนักการเมืองและข้าราชการ และใครสามารถถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้ คำว่า “เสรีภาพแห่งสื่อ” หรือ “เสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็น” จะกลายเป็นเหยื่อของการแทรกแซง โดยภาครัฐและการเมืองได้อย่างง่ายดายเพียงใด?
อำนาจที่จะคุมสื่อเช่นนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐและการเมือง ได้พยายามจะยึดเป็นของตนมานานนักหนาแล้ว และหลายพรรคการเมืองก็เคยเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่มีเนื้อหาทำนองนี้มาแล้วในอดีต แต่ที่ไม่สำเร็จก็เพราะสังคมตระหนักว่า
เสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน
ดังนั้นอาชีพสื่อสารมวลชนต้องเปิดกว้างและเสรี สังคมจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ความน่าเชื่อถือกับสื่อไหนอย่างไร และการลงโทษสื่อที่กระทำผิดหรือไม่รับผิดชอบนั้น มีกลไกทางสังคมที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาเป็นเวลายาวนานแล้ว
นั่นคือการที่ให้วงการวิชาชีพสื่อกำกับดูแลจริยธรรม และความประพฤติของคนในแวดวงนี้เองที่เรียกว่า self-regulation และสังคมโดยส่วนรวมเมื่อเห็นมีประเด็นร้องเรียนอะไร เกี่ยวกับความประพฤติของสื่อ ก็แจ้งไปยังสภาวิชาชีพของวงการสื่อ (รวมถึง 6 องค์กรสื่อที่ออก “จดหมายเปิดผนึก” ฉบับนี้) เพื่อสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใส ทันกาล และตรงไปตรงมา
แน่นอนว่า ระบบและกลไกการ “ตรวจสอบกันเอง” ของวงการสื่ออาจจะยังมีข้อบกพร่อง และมีเรื่องราวที่ต้องปรับปรุงต่อไป แต่หากเปรียบเทียบกับการมีกลไก ที่รัฐและนักการเมืองสามารถเข้ามามีอิทธิพล กำหนดว่าใครจะทำหน้าที่นักข่าว นักเขียน ช่างภาพ บรรณาธิการหรือแม้แต่คอลัมนิสต์และการ์ตูนนิสต์ได้ ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการ ที่มีคนของนักการเมืองหรือข้าราชการเป็นคนกำหนด ลองวาดภาพว่าสื่อสารมวลชนจะกลายเป็นเครื่องมือของใคร?
สื่อมวลชนเองก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ และเชื้อเชิญให้ตัวแทนของภาคประชาชนเข้ามาร่วมใน “สภาวิชาชีพสื่อฯ” ที่มาจากสื่อ ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียกับการทำหน้าที่ของสื่อ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้กำกับดูแลจริยธรรมของสื่อ... มิใช่เปิดทางให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง ให้เกิดความบิดเบี้ยวในการทำหน้าที่อันสำคัญของสื่อสารเพื่อมวลชน
ต้องไม่ลืมว่าการทำหน้าที่ของสื่อทุกวันนี้ อยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมืองมากมายหลายฉบับอยู่แล้ว ใครที่ได้รับผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของสื่อคนใดหรือค่ายใด ก็สามารถจะเรียกร้องความเป็นธรรม ตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมี “กฎหมายพิเศษ” เพื่อบั่นทอนเสรีภาพที่เป็นหัวใจของการช่วยตรวจสอบ ความไม่ชอบมาพากลของผู้อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน
ตัวอย่างง่าย ๆ คือหากสื่อไม่เสรี ประชาชนไม่มีสิทธิแสดงความเห็นหรือตั้งคำถาม การปฏิรูปประเทศจะเกิดไม่ได้เลย การปราบปรามคอร์รัปชันก็เป็นหมันทันที
ยิ่งในยุคสมัยที่ “ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้” ผ่าน social media ตลอด 24 ชั่วโมง หากตีความตามเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ มิแปลว่าทุกคนที่เขียนข้อความใน Facebook และ Twitter หรือช่องทางออนไลน์ทุกอย่างต้องผ่านการสอบเพื่อขอ “ใบอนุญาต” เพื่อสื่อสารกับมวลชนอย่างนั้นหรือ?






