นับว่าเป็นความโชคดีของผู้เขียน ที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเกียรติเข้าร่วม
งานสัมมนา Blockchain Revolution โดย Alex Tapscott ผู้ร่วมแต่งหนังสือที่ชื่อเดียวกับงานสัมมนาดังกล่าว
ที่ว่าโชคดี เป็นเพราะประเด็นเรื่อง Blockchain ทำความงุนงงสงสัยให้กับผู้คนทั่วไปที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่อง (1) สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่าง เช่น Bitcoin และสกุลน้องใหม่อย่าง Etherium และ Zcash (2) ความแตกต่างระหว่างสกุลเงินดังกล่าวกับ Blockchain (3) โอกาสในการใช้ Blockchain มาประยุกต์กับเรื่องอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เช่น การเก็บเอกสารสำคัญ การเลือกตั้ง ธุรกรรมทางการเงิน และ (4) ความเสี่ยงของธุรกรรม Blockchain ในอนาคต
แล้วก็ไม่ผิดความคาดหมาย เพราะคุณ Alex ได้บรรยายสรุปสิ่งที่อยู่ในหนังสือให้เข้าใจได้โดยง่ายในระดับหนึ่ง โดยผู้เขียนจะขออนุญาตนำมาขยายความ ดังนี้
สำหรับคุณ Alex แล้ว อาจกล่าวได้ว่า Blockchain ถือได้ว่าเป็นอินเตอร์เนทยุคที่สอง ที่ให้ประโยชน์กับมวลมนุษยชาติมากกว่าอินเตอร์เนทในยุคแรก ที่สามารถส่งต่อ และแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันได้
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ การส่งต่อและแบ่งปันข้อมูลของอินเตอร์เนทในยุคแรก ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง ไฟล์เอกสาร รวมถึงเวปไซต์ต่างๆ นั้น ในทางปฏิบัติจะเป็นการสร้าง “สำเนา” (Copy) ของตัวจริงที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของผู้สร้าง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ การส่งข้อความจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสู่อีกเครื่องนั้น ในทางปฏิบัติคือการสั่งให้คอมพิวเตอร์อีกเครื่องสร้าง Copy ของไฟล์ในเครื่องเดิม นั่นทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในการส่งเงิน หรือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหนึ่งใด เพราะจะทำให้เกิด “Double Send Problem” หรือการส่งเงินไปแล้ว แต่ผู้ส่งยังมีเงินจำนวนเดิมอยู่ (เช่นเดียวกับการส่งไฟล์อื่นๆ ที่ผู้ส่งก็ยังจะมีไฟล์เดิมอยู่ในเครื่อง)
ทางแก้คือ ต้องสร้างระบบที่มีการยอมรับระหว่างกัน ว่าหากส่ง “เงินตรา” หรือสื่อกลางแลกเปลี่ยนหนึ่งใดออกไปแล้ว ผู้ส่งจะต้องไม่มีสิ่งนั้นอยู่กับตน นอกจากนั้น ระบบยังควรที่จะ (1) สร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้เป็นที่ยอมรับระหว่างผู้ใช้ ว่ามีความปลอดภัย ไม่ถูกเจาะระบบ (Hack) ง่ายๆ (2) ไม่มีตัวกลาง (Middle Man) โดยผู้ใช้ทุกคน (หรืออย่างน้อย 51% ของผู้ใช้ทั้งหมด) ตรวจสอบและจดบันทึกในธุรกรรมที่มีการใช้ “เงินตรา” ดังกล่าว (หรือที่เรียกว่า Distributed Ledger) (3) การจดบันทึกหรือสลักหลังไว้ในเงินตรานั้นๆ ทำในรูปแบบของรหัสคอมพิวเตอร์ และ (4) ผู้ใช้ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ และ (5) ลงเวลาชัดเจน
และนั่นคือความคิดเบื้องต้นของ Blockchain โดยผู้คิดเป็นคนแรกได้แก่คุณ Satoshi Nakamoto (ซึ่งเป็นนามแฝง) ที่นำแนวคิดนี้มาใช้กับ Bitcoin ซึ่งเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์สกุลแรกของโลก และใช้จนแพร่หลายจนนำไปสู่ระบบอื่น ๆ ที่ใช้แนวคิด Blockchain ในการเป็นระบบปฏิบัติการในการบันทึก โดยใช้จุดเด่น จาก (1) การที่ไม่มีตัวกลาง องค์กรกลาง หรือธนาคารกลางใด ๆ ที่จะเป็นผู้บริหารระบบ (2) แนวคิด Distributed Ledger และ (3) ยากมากที่จะถูกเจาะระบบ (Hack) เพราะจะต้อง Hack เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ 51% ขึ้นไป
ตัวอย่างของการใช้ Blockchain เป็นฐานในระบบปฏิบัติการเพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ มีมากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน เช่น การโอนเงินและแลกเปลี่ยนเงินตรา (เช่น goabra.com) การจดทะเบียนใบรับรองคุณภาพเพชร (เช่น everledger.io) การร่วมพัฒนาและจดทะเบียนโครงข่ายการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กจากพลังงานทดแทนในเมืองบรุคลิน (Brooklyn Microgrid.com) การที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ในโลกจับมือร่วมตั้งธุรกิจเพื่อพัฒนา Blockchain ที่ชื่อ R3 Consortium (r3cev.com) เพื่อใช้ในธุรกิจของตน หรือแม้แต่การที่ประเทศฮอนดูรัส ใช้รูปแบบการจดโฉนดที่ดินใน Blockchain เพื่อให้มีหลักฐานชัดเจน ไม่สามารถแก้ไขได้
สำหรับผู้เขียนแล้ว เห็นว่าสาเหตุที่ Blockchain ได้รับความนิยมมากขึ้นในการทำธุรกรรมต่าง ๆ นั้นมี 2 ประการใหญ่ ๆ ประการแรก ได้แก่ ความปลอดภัยของทรัพย์สินมีมากขึ้น เนื่องจากมีการจดบันทึกที่แน่นอน และต้องได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ ไม่มีองค์กรกลางใดสามารถแก้ไขการจดบันทึกดังกล่าวได้โดยไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ นอกจากนั้น การที่มีผู้จดบันทึกถึง 51% ของผู้ใช้ทำให้โอกาสระบบจะล่มและทำให้บันทึกธุรกรรม (Record) หายไปนั้นยากมาก ส่วนประการที่สอง ได้แก่การทำธุรกรรมต่าง ๆ ใน Blockchain สามารถทำได้รวดเร็วกว่าธุรกรรมแบบปกติ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา รวมทั้งไม่ได้ติดอยู่กับขอบเขตหรือจำกัดในประเทศหนึ่งใด
แต่ใช่ว่าระบบ Blockchain จะไร้ซึ่งข้อผิดพลาด ปัญหาของ Blockchain ยังมีอยู่มากในปัจจุบัน โดยเฉพาะ Blockchain ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) โดยในกรณีของ Bitcoin เคยถูก Hack จากการที่ Mt. Gox ซึ่งเป็นผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์และเป็นตลาดกลางแลกเปลี่ยน Bitcoin แห่งหนึ่งถูก Hacker เจาะระบบและเข้าไปขโมยเงินที่ผู้ใช้ฝากไว้ในปี 2557 จนทำให้ Bitcoin สูญเสียความน่าเชื่อไประยะหนึ่ง
ส่วนในกรณีของ Etherium ซึ่งเป็นเงินสกุลอิเล็กทรอนิกส์อีกสกุลหนึ่งที่คิดค้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุน รวมถึงเพื่อทำสัญญาอัจฉริยะหรือ Smart Contract ก็ถูก Hacker เข้าเจาะระบบเช่นกัน โดยเข้าเจาะในตลาดกลางสำหรับการลงทุน (Venture Capital) ที่มีชื่อว่า The DAO และทำให้ Hacker ได้เงินไปถึงกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณเงินหมุนเวียนในตลาดทั้งหมดกว่า 200 ล้านดอลลาร์
จะเห็นได้ว่า Blockchain เป็นระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มีจุดเด่นมากมายและสามารถพัฒนาประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้มาก อย่างไรก็ตาม ในส่วนตัวผู้เขียนแล้วนั้น เห็นว่า Blockchain ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายจุด โดยจุดสำคัญได้แก่ความเสี่ยงของ Blockchain ที่เป็นสกุลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งจากโอกาสที่จะถูก Hack และจากการที่ภาครัฐบางประเทศอาจไม่อนุญาตให้ซื้อขายได้ ซึ่งหากผู้คิดค้นไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนเหล่านี้ได้ โอกาสที่เงินสกุลอิเล็กทรอนิกส์จะใช้ในวงกว้างก็ยังเป็นไปได้ยาก
แม้อนาคตข้างหน้าจะยังไม่แจ่มชัด แต่ Blockchain เทคโนโลยีแห่งอนาคตมาถึงแล้ว นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือยัง
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่






