นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มตั้งประเด็นแล้วว่า ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าต่อรองกับจีน
เรื่อง “นโยบายจีนเดียว” เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางด้านการค้า และหากปักกิ่งไม่เล่นด้วย จีนจะตอบโต้วอชิงตันภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่คนนี้อย่างไร
“อาวุธ” ของจีนที่จะถูกนำมาใช้หากจำเป็นต้องปะฉะดะกับสหรัฐมีอยู่หลายอย่าง แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะเล่นแรงหรือเบา และเลือกจังหวะการออกอาวุธอย่างไรเป็นเรื่องของ “ฝีมือ” การบริหารเพื่อ “ไม่น้อยไป ไม่มากไป”
สื่อทางการจีนและนักวิชาการระหว่างประเทศบอกว่า “อาวุธ” ที่จีนอาจใช้เล่นกลับทรัมป์มีเช่น
การค้าและลงทุน...จีนอาจยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินหลายร้อยลำจาก Boeing หันไปติดต่อกับ Airbus ของยุโรป ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานของอเมริกาได้ทันที
จีนอาจกดดันบริษัทไฮเทคมะกันในจีนด้วยการใช้กฎหมาย “ต่อต้านการผูกขาด” เพื่อส่งสัญญาณไปยังทรัมป์ว่าถ้าสหรัฐเล่นงานธุรกิจจีน จีนก็ตอบโต้ในทำนองเดียวกัน...ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนสั่งปรับบริษัทผลิตชิปชื่อ Qualcomm เป็นเงิน $975 ล้านหรือเกือบ 35,000 ล้านบาทในข้อหาละเมิดสัญญาการใช้ยี่ห้อในจีน
จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เพราะถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เรียกว่า treasury bills มีค่าถึง $1.3 ล้านล้าน หากจีนจะ “สั่งสอน” สหรัฐก็อาจจะเทขายในตลาดโลก ซึ่งก็สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน ตลาดหุ้นและตลาดธุรกิจทั้งหลายได้อย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าการทำเช่นนั้นจะมีผลต่อจีนเอง แต่หากปักกิ่งตัดสินใจจะเล่นเกมแรงอย่างนี้ ก็คงพร้อมจะเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อเป้าหมายใหญ่
จีนอาจจะจงใจทำให้เงินหยวนของตัวเองอ่อนค่าลงไปอีก เพื่อผลักดันสินค้าส่งออกของตัวเองมากขึ้น ระหว่างหาเสียงทรัมป์ชี้นิ้วกล่าวหาปักกิ่งในเรื่องนี้ไปแล้ว จีนเคยยืนยันว่าการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาด แต่หากปักกิ่งเห็นว่าไหน ๆ ก็ถูกกล่าวหาประเด็นนี้อยู่แล้วก็ทำให้เป็นจริงเสียเลยก็อาจจะเป็นมีดทิ่มแทงใส่ทรัมป์ได้
รัฐบาลจีนอาจสั่งให้รัฐวิสาหกิจของตนลดหรือชะลอการลงทุนในสหรัฐ เพื่อให้ทรัมป์ได้ตระหนักถึงความสำคัญ ของการต้องประคับประคองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
เมื่อทรัมป์เล่น “ไพ่ไต้หวัน” ได้ สีจิ้นผิงก็อาจเล่น “ไพ่เกาหลีเหนือ” ได้เช่นกัน...นั่นแปลว่าจีนอาจกระซิบกับคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือให้เดินหน้าท้าทายและยั่วยุสหรัฐต่อเนื่อง เมื่อเปียงยางประกาศเสมอว่าวอชิงตันเป็น “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของตน เพราะไหน ๆ ทรัมป์ก็บอกว่าปักกิ่งไม่จริงใจในการตักเตือนเกาหลีเหนือให้เพลา ๆ การยั่วยุประชาคมโลกด้วยการทดลองยิงขีปนาวุธ และข่มขู่ว่าจะฟาดฟันกับสหรัฐจนถึงที่สุด
ปักกิ่งอาจโต้ทรัมป์ด้วยการกดดันไต้หวันหนักหน่วงขึ้น เช่นลดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปไต้หวัน และบอกกล่าวให้นักธุรกิจจีนลดการลงทุนในไต้หวัน หรืออาจจะเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบ ๆ เกาะไต้หวันให้เกิดภาวะตึงเครียดเพิ่มขึ้น
จีนอาจคบหาอิหร่านใกล้ชิดขึ้น เพราะทรัมป์ประกาศว่าจะยกเลิกข้อตกลงที่โอบามาทำกับอิหร่าน ในการลดการพัฒนานิวเคลียร์ของประเทศนั้น เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ... จีนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามนี้ด้วย และทุกวันนี้จีนก็เข้าไปลงทุนและค้าขายกับอิหร่านอย่างกว้างขวาง (จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านเท่ากับหนึ่งในสามที่ผลิตได้ และจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของอิหร่าน) เพื่อตบหน้าทรัมป์ จีนก็อาจจะเสริมบารมีของตนในตะวันออกกลางผ่านอิหร่านเพื่อลดอิทธิพลของสหรัฐในย่านนั้น
นี่เป็นเพียงบางส่วนของ “อาวุธ” ที่จีนจะใช้สวนกลับทรัมป์กรณีที่จะใช้ไต้หวัน เป็นประเด็นต่อรองกับจีนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้าและด้านอื่น ๆ จากปักกิ่ง
หากทรัมป์คิดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาด ต่อรองทุกอย่างได้ในฐานะ deal-maker ก็ต้องไม่ลืมว่าจีนก็มีความภาคภูมิที่ประวัติศาสตร์หลายพันปียืนยันว่าปักกิ่งเป็น “นักต่อรองเรื่องเซ็งลี้” ไม่แพ้ใครเหมือนกัน!






