แอปเปิ้ลจะย้ายฐานการผลิต iPhone ออกจากจีนไปสหรัฐ ตามที่ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์สั่งการหรือไม่
ข่าวบอกว่าทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิ้ลแล้ว แต่ไม่มีรายละเอียดว่าจะย้ายโรงงานประกอบไอโฟนกลับไปสหรัฐเมื่อไหร่และอย่างไร
ต่อมามีข่าวว่าแอปเปิ้ลได้แจ้งผู้ผลิตไปโฟน 2 รายหลักคือ Foxconn และ Pegatron แล้วว่าให้พิจารณาความเป็นไปได้ ในการย้ายการผลิตไปที่อเมริกาเพื่อจะสร้างงาน 2 ล้านตำแหน่งทั่วสหรัฐให้ได้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือต้นทุนไอโฟนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก (บางกระแสบอกอาจแพงขึ้นเท่าตัว) อย่างไม่ต้องสงสัย
อีกประการหนึ่ง ชิ้นส่วนประกอบไอโฟนส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบเอเซีย ใกล้ประเทศจีน หากย้ายไปผลิตที่สหรัฐ ก็จะต้องส่งไปไกล ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตอีกต่อหนึ่ง
และแม้หากไปผลิตในอเมริกา ก็ไม่แน่ว่าจะสร้างงานให้คนมะกันได้เท่าไหร่ เพราะสายการผลิตไอโฟนใช้เครื่องยนต์กลไกที่เป็นหุ่นยนต์ไม่น้อย
แต่เมื่อท่านผู้นำคนใหม่ต้องการให้แอปเปิ้ลช่วย ทำให้ข้อสัญญาในการหาเสียงเป็นจริง ทิม คุกก็จะต้องแสดงให้เห็นว่าจะพยายามทำให้ได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ยังไม่มีใครรับปากได้
โฆษกของแอปเปิ้ลบอกว่าบริษัทมีพันธกิจ จะต้องพยายามหาทางสร้างงานให้คนอเมริกันกว่า 2 ล้านตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นวิศวกร พนักงานขายหรือแม้แต่พนักงานส่งสินค้าตลอดไปถึง Call Centers
โดยเฉพาะ Call Centers นั้น ในระยะหลังบริษัทอเมริกันได้ว่าจ้างบริษัทในต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดียและฟิลิปปินส์ที่รับงาน outsource จากอเมริกาเพื่อรับโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤ ษจากลูกค้าของธุรกิจสหรัฐทั่วโลกสนองตอบความต้องการของลูกค้า ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
หากจะเป็นไปตามที่ทรัมป์ต้องการก็แปลว่าคนอเมริกันจะต้องกลับมาสร้างระบบ Call Centers ของตัวเองให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าให้ได้
หากถามคนในวงการนี้จะได้คำตอบว่า ในท้ายที่สุดนโยบายที่จะย้ายการผลิต ของบริษัทมะกันไปอเมริกาจะไม่สามารถปฏิบัติได้
เหตุผลง่าย ๆ ก็คือคนอเมริกันไม่ทำงานโรงงานเหมือนคนเอเซีย อีกทั้งระบบ supply chain หรือเครือข่ายชิ้นส่วนของเอเซีย ก็กว้างขวางและคล่องตัวมากกว่า ศูนย์การผลิตไปตั้งอยู่ในอเมริกา
หากทรัมป์ต้องการจะพลิกสถานการณ์เช่นนั้นจริง จะต้องส่งคนมาศึกษาว่า ทำไมจีนจึงทำให้ตัวเองกลายเป็นฐานการผลิตระดับโลกอย่างนี้ได้
ประการแรกคือโครงสร้างพื้นฐาน (เสนอให้เช่าที่ดินราคาถูกพร้อมกับเงินอุดหนุนจากรัฐ เพื่อดึงดูดให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตมา) รวมไปถึงการสร้างกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมหรือ industrial clusters ที่เอื้อต่อกระบวนการผลิต
เริ่มแรก สิงคโปร์เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนของบริษัทในอเมริกา ต่อมาจีนเลียนแบบ และขยายให้ใหญ่กว่าหลายเท่าพร้อมเสนอแรงจูงใจจนถึงปี 2004 แอปเปิ้ลปิดโรงงานสุดท้ายในอเมริกา โยกการผลิตมาที่เมืองจีนทั้งหมด
วันนี้ โรงงานผลิตไอโฟนหลักคือ Foxconn ที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ร้อยละ 70 ของ iPhone6S มาจากที่นี่ โดยมีพนักงานกว่า 110,000 คน ไม่นับโรงงานย่อยอื่น ๆ ที่ว่าจ้างคนอีกหลายหมื่นคนที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ ของจีน พร้อมจะเรียนรู้ฝีกฝนและรับเงินเดือนที่ต่ำกว่าที่อเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามก็คือว่าสหรัฐเองสามารถเสนอแรงงานอย่างนี้ แรงจูงใจอย่างนี้ และโครงสร้างพื้นฐานอย่างนี้ได้หรือไม่ และหากจะทำจริงจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ถึงตอนนี้ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์จะยังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้
ทิม คุก เคยให้สัมภาษณ์รายการ 60 Minutes ทุกวันนี้จีนมีแรงงานที่มีทักษะมากกว่าสหรัฐแล้ว เพราะทางการได้ปรับปรุงระบบการศึกษาระดับอาชีวะอย่างแข็งขัน
ตัวเลขที่ยืนยันสภาวการณ์เช่นนี้คือ
แอปเปิ้ลต้องการวิศวกรอุตสาหกรรมอย่างน้อย 8,700 คนเพื่อกำกับคนงานในสายการผลิต 200,000 คน
แต่ในปี 2014 ในอเมริกา มหาวิทยาลัยทั้งหมดผลิตนักศึกษาที่จบปริญญาตรีด้านวิศวกรอุตสาหกรรมได้เพียง 7,000 คน
ในทางตรงกันข้าม เมืองเซินเจิ้นซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในมณฑลกวางตุ้งของจีน Foxconn มีพนักงานถึง 240,000 คน และยังมีวิศวกรและกรรมกรด้านต่าง ๆ อีกหลายล้านคน
ฐานการผลิตของจีนใช้เวลาสร้างมาเป็นสิบปี มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในจีนและใกล้ ๆ จีนอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถผลิตตามความต้องการในแต่ละฤดูของแอปเปิ้ลได้อย่างคล่องตัว
เพราะระบบการผลิตในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ ที่ทำให้คนอเมริกันสามารถซื้อมือถือในราคาถูกกว่าที่จะผลิตในอเมริกา
ด้วยระบบนี้เอง จีนก็สามารถจ้างงานได้กว่า 2 ล้านคน สร้างชนชั้นกลางของจีนที่มีรายได้ซื้อข้าวของและบริการยี่ห้ออเมริกันได้มากมาย เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจมะกันไปในตัว
ถ้าทรัมป์จะพลิกโฉมการผลิตอย่างที่หาเสียงเอาไว้ ก็คงไม่ใช่เพียงแค่กดดันแอปเปิ้ลให้ย้ายการผลิตมาที่สหรัฐฯเท่านั้น หากแต่จะต้องลงทุนในระบบการศึกษาระดับอาชีวะอย่างจริงจังและกว้างขวาง และยังต้องพร้อมที่จะหาเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมอย่างที่รัฐบาลจีนทำมาหลายสิบปี
กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบปีจากนี้ไป
เพื่อจะสร้างงานที่กำลังถูกหุ่นยนต์ทดแทนกระนั้นหรือ?
พอทรัปม์เข้าทำเนียบขาว ได้ศึกษาข้อมูลและประเมินข้อดีข้อเสียของนโยบายหาเสียงข้อนี้ อย่าได้แปลกใจหากเขาจะประกาศว่า “นั่นมันคือการหาเสียง...นี่มันคือเรื่องจริง”!






