วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

อนาคตอิตาลี อนาคตสหภาพยุโรป

อนาคตอิตาลี อนาคตสหภาพยุโรป

อาทิตย์ที่แล้วข่าวเลือกตั้งและผลประชามติในยุโรปสองประเทศ คือ ออสเตรียและอิตาลี

เป็นที่จับตาของตลาดการเงินเพราะสำคัญต่อทิศทางการเมืองในยุโรป และต่ออนาคตหรือการคงอยู่ของสหภาพประชาคมยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนที่ใช้เงินยูโรเป็นสกุลเงินร่วม ซึ่งทั้งสองประเทศนี้เป็นสมาชิก สำหรับทิศทางการเมือง คำถามคือ กระแสการเมืองแบบชาตินิยม (populism) และความรู้สึกของประชาชนที่ปฏิเสธหรือแอนตี้สิ่งที่มีอยู่ ที่ได้เกิดขึ้นในกรณีของ Brexit ที่อังกฤษและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุด จะเกิดขึ้นให้เห็นในยุโรปหรือไม่จากผลการเลือกตั้งและการลงประชามติในสองประเทศนี้ สัญญานที่ออกมาก็คือ กระแสการเติบโตของการเมืองแบบชาตินิยมปรากฎชัดเจนจากผลการเลือกตั้งและผลประชามติในทั้งสองประเทศนี้ แต่จะสามารถสั่นคลอนความคงอยู่ของสหภาพยุโรปได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ในกรณีของออสเตรีย ซึ่งเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เป็นตำแหน่งลอยทางการเมือง เป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่มีผลโดยตรงต่อการบริหารประเทศ ปรากฏว่าคะแนนเสียงของผู้สมัครจากกลุ่มขวาจัด คือพรรคอิสรภาพ (Freedom) ที่ชูกระแสการเมืองแบบชาตินิยม แม้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็ได้คะแนนสูงถึงร้อยละ 46.7 ของคะแนนเสียงทั้งหมด ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่เหมือนไม่แพ้ เพราะเป็นครั้งแรกที่พรรคได้รับเสียงสนับสนุนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน และถ้าคะแนนเสียงของพรรคดีขึ้นต่อเนื่องช่วงสองปีข้างหน้า ก็มีโอกาสสูงที่พรรคอิสรภาพอาจชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งทั่วไป คราวหน้าในเดือนกันยายน ปี 2018 เรื่องนี้ แม้ตลาดการเงินดูจะสบายใจที่กลุ่มขวาจัดไม่ได้รับชัยชนะ แต่ก็ชัดเจนว่า การเมืองในออสเตรียมีแนวโน้มที่สามารถเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในช่วง 22 เดือนข้างหน้า และคงกระทบถึงสมาชิกภาพของออสเตรียในสหภาพยุโรปและกลุ่มยูโรโซน

ในกรณีอิตาลี ประชามติเป็นการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายกรัฐมนตรี นายเมติโอ เลนซี่ (Matteo Renzi) ต้องการผลักดันให้แก้ไขโดยขอเป็นประชามติจากประชาชน เพื่อปฏิรูปการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะต้องการลดบทบาทสภาสูงที่มีอำนาจมากในการออกกฎหมาย ที่นายเลนซี่มองว่า เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันการแก้กฎหมายเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่แม้จะเป็นความตั้งใจที่ดี ผลประชามติไม่ผ่าน โดยประชาชนร้อยละ 59.1 ไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเทียบกับร้อยละ 40.9 ที่ต้องการแก้ไข ส่วนต่างของคะแนนที่ห่างกันเกือบร้อยละ 20 แสดงถึงความไม่พอใจที่ประชาชนอิตาลีมีต่อสภาพการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน จึงไม่สนับสนุนรัฐบาล มองว่า ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดของอิตาลีขณะนี้ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ

อิตาลีเป็นประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจมาก โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ที่เศรษฐกิจอิตาลีถูกกระทบมากและขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาตลอด ประมาณว่าผลผลิตของประเทศได้ลดลงไปแล้วกว่า 25 เปอร์เซนต์ตั้งแต่ปี 2008 ทำให้ประเทศมีอัตราการว่างงานสูง ล่าสุดร้อยละ 12.4 และรุนแรงมากในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ตกงานสูงถึงร้อยละ 40 เศรษฐกิจที่อ่อนแอได้สร้างแรงกดดันมากต่อระบบธนาคารพาณิชย์ นำไปสู่รายได้ที่ตกต่ำ และการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนอิตาลีมีอัตราหนี้เสียสูงเป็นอันดับสองในสหภาพยุโรปรองจากกรีซ ล่าสุด ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอิตาลีคือ ธนาคาร Monte dei Paschi ก็ประสบปัญหาจนต้องเพิ่มทุน ซึ่งถ้าเพิ่มทุนไม่ได้ก็จะสร้างความเสี่ยงมากต่อระบบการเงินในอิตาลี และต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ

โดยพื้นฐานแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจของอิตาลีคือปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างในตลาดแรงงาน ที่อัตราค่าจ้างสูงเกินไปและเจ้าของธุรกิจไม่สามารถปลดคนงานเก่าเพื่อหาคนงานใหม่ทดแทนได้อย่างเสรี ทำให้จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถผลักดันการแก้กฎหมาย เช่นกฎหมายแรงงานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ภายใต้ระบบสกุลเงินยูโร ค่าเงินยูโรก็แข็งเกินไป ทำให้สินค้าส่งออกของอิตาลีแข่งขันไม่ได้ และการอยู่ในระบบเงินยูโรก็ทำให้อิตาลีไม่สามารถลดค่าเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน คือไม่มีการลดค่าเงินเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้การแก้ปัญหาต้องพึ่งการลดการใช้จ่ายด้านการคลังและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้เวลาและสร้างความเดือดร้อนมากให้กับประชาชน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการวิเคราะห์ว่า ข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของอิตาลีอาจจุดชนวนประเด็นเรื่องการคงอยู่ของระบบเงินสกุลยูโรให้กลับมากระทบความมั่นใจของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง คล้ายกรณีที่เกิดขึ้นกับกรีซเมื่อสองปีก่อน ด้วยเหตุผลว่า

หนึ่ง การลดค่าเงินจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาของอิตาลีที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งสำคัญต่อการจ้างงานและการเติบโตของเศรษฐกิจ

สอง การแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่มีอยู่ อาจต้องอาศัยภาครัฐเข้าช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหา แต่ในฐานะที่อิตาลีเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป การช่วยเหลือต้องเป็นการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศอย่างเยอรมัน อาจมีประชาชนไม่เห็นด้วยที่จะใช้เงินภาษีของประเทศเข้าอุ้มธนาคารที่ไม่ได้อยู่ในประเทศตน ทำให้รัฐบาลอิตาลีจะไม่มีความคล่องตัวที่จะแก้ไขปัญหาของระบบการเงินของตนได้อย่างทันเวลา จนอาจต้องหาทางออกอื่น

สาม ถ้าอิตาลีถึงจุดที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจากกลุ่มสหภาพยุโรปเหมือนกรณีกรีซ (ซึ่งหวังว่าคงไม่เกิดขึ้น) วงเงินที่ต้องใช้เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจอิตาลีจะมหาศาลจนเกินความสามารถของกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปที่จะช่วยเหลือได้

เหล่านี้คือ ประเด็นที่อาจสั่นคลอนความคงอยู่ของสหภาพยุโรปในระยะต่อไป แต่ที่พอสบายใจได้ก็คือ ผลสำรวจล่าสุด ชี้ว่าประชาชนอิตาลีกว่าร้อยละ 60 ยังอยากให้ประเทศอยู่ในระบบสหภาพยุโรปต่อไป และการแก้ไขกฎหมายในอิตาลีภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ทำได้ยากและใช้เวลา ก็เป็นอีกข้อจำกัดที่จะทำให้การออกจากสหภาพยุโรปของอิตาลีจะยังไม่เกิดขึ้น