ในช่วงนี้ผมมีโอกาสเข้าไปอยู่ในวงการศึกษาอีกครั้ง เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาในระหว่างการบรรยาย
เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นเนื้อหาของหนังสือเรื่อง “ฝากภูมิปัญญาชาติไทยไว้กับครู” ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระบุรี มีผู้ถามความเห็นของผมเกี่ยวการปฎิรูปการศึกษา ผมตอบว่าถ้าจะปฏิรูปกันจริงๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ระเบิดกระทรวงศึกษาธิการ”
หลังความฉงนใจในสีหน้าของผู้ฟังคลายลง ผมอธิบายว่า ผมมิได้เป็นต้นคิดเรื่องระเบิดกระทรวงฯ หากเป็นผู้ใหญ่ในสังคมไทยท่านหนึ่ง ส่วนผู้ใหญ่จะหมายถึงอะไรบ้างผมมิอาจคาดเดาได้นอกจากท่านพูดเสมอว่าไทยมีข้าราชการในกระทรวงศึกษาฯ มากว่าอเมริกา ข้าราชการที่ไม่มีหน้าที่สอนเด็กมีมากและต่างไม่ค่อยจะมีอะไรทำจึงพยายามสร้างงานจอมปลอมขึ้นมาเพื่อให้ดูว่าตนมีงานสำคัญทำ
ผมชี้แจงว่า การระเบิดกระทรวงศึกษาธิการในความหมายของผมมิใช่การนำระเบิดไปหย่อนในสำนักงานของกระทรวง หากเป็นการรื้อฐานความคิดและระบบการจัดการศึกษาของไทยตลอดไปจนถึงพฤติกรรมและพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งกิจกรรมจำพวกขึ้นป้ายถ่ายรูปและเสวนาซึ่งขาดเนื้อหาทำให้ไม่คุ้มกับค่าของเวลาและเงินภาษีของประชาชน ทุกหนทุกแห่งที่ผมเข้าไปฟังดู ครูต่างบ่นกันว่าเขตการศึกษาสั่งให้ทำโน่นทำนี่จนแทบไม่มีเวลาได้คิดได้สอนตามที่ตนคิดว่าน่าจะทำ เมื่อถามว่าข้าราชการในสำนักงานเขตการศึกษามีเท่าไร คำตอบทำให้ผมเห็นคล้อยตามความเห็นของผู้ใหญ่ที่ผมอ้างถึง กล่าวคือ น่าจะลดลงได้ไม่น้อยกว่าครึ่ง
เรื่องฐานความคิดที่ต้องระเบิดทิ้งนั้นครอบคลุมมากเริ่มจาก “บ้าน” ซึ่งมักคิดกันว่าการศึกษาเป็นเรื่องของโรงเรียนทั้งที่ทุกคนใช้เวลาอยู่ในสถานศึกษาเพียงเสี้ยวเดียวของชีวิต ส่วนการศึกษาจริงๆ นั้นเริ่มจากในบ้านและต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าบุคคลจะอยู่ที่ไหนและอายุเท่าไร นอกจากนั้น บ้านยังต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในสถาบันการศึกษา มิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน หรือข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ประสบการณ์ของผมบ่งว่าบ้านโดยทั่วไปไม่เข้าไปมีส่วนร่วม
เรื่องการลดจำนวนข้าราชการที่ไม่มีหน้าที่สอนโดยตรงลงนั้นแม้แต่อเมริกาก็ยังพยายามทำ เมื่อไม่นานมานี้มีการระดมสมองของบุคคลชั้นนำอย่างกว้างขวางรวมทั้งบิล เกตส์ พวกเขาสรุปว่า หัวจักรหลักของการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถาบันการศึกษาได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน หากผู้อำนวยการมีความสามารถและความทุ่มเท ข้าราชการในสำนักงานต่างๆ ส่วนใหญ่จะไม่จำเป็น เรื่องนี้ผมเห็นด้วย แต่จะนำมาใช้ในเมืองไทยได้หรือไม่ยากแก่การฟันธงเพราะผู้อำนวยการโรงเรียนของเรามีจำพวกเช้าชามเย็นชามซ้ำร้ายหลายๆ คนยังอาจฉ้อฉลอีกด้วย หากผู้อำนวยการมีความสามารถและทุ่มเท ครูที่ไม่ทุ่มเทและไม่ใฝ่รู้ทั้งในด้านวิชาการและด้านความรู้รอบตัวจะลดลง เรื่องครูขาดความใฝ่รู้น่าจะวัดได้จากการจัดเสวนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่อำเภอบ้านนาโดยยึดเนื้อหาของ “ฝากภูมิปัญญาชาติไทยไว้กับครู” เป็นหลักเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ทั้งที่ไม่ต้องเสียค่าเข้าเสวนา แต่มีครูและผู้บริหารเพียง 16 คนจากจำนวนราว 400 คนเข้าร่วม
สำหรับการเผยแพร่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ครอบคลุมและการนำแนวคิดนี้เข้าสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมยังมองว่าครูจะเป็นผู้นำที่สำคัญที่สุดด้วยปัจจัยหลากหลายที่ผมเสนอไว้ในหนังสือเล่มนั้น อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่แน่ใจว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ของกระทรวงศึกษาธิการจะเข้าใจว่าอะไรคือแนวคิดที่แท้จริง ความไม่เข้าใจแต่มักง่ายนำไปสู่การบังคับให้โรงเรียนปลูกสมุนไพรในท่อปูนทั้งที่โรงเรียนมีสวนครัวอยู่เกือบสองไร่ซึ่งมีสมุนไพรอยู่แล้วดังที่ผมอ้างถึงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพร้อมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการทราบว่าแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการเผยแพร่ควรเป็นเช่นไร ผมจะส่งหนังสือไปให้อ่าน
ความจำเป็นที่จะต้องระเบิดกระทรวงก่อนเริ่มการปฏิรูปนี้มีอยู่ทั่วไป มิใช่จะจำกัดอยู่แค่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น หากคนไทยฟังในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างตั้งใจ จะได้ยินวลีเกี่ยวกับการใช้ระเบิดวลีหนึ่งซึ่งมีความลุ่มลึกและเป็นแก่นของการปฏิรูปทุกอย่าง นั่นคือ “ระเบิดจากข้างใน”






