วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลกระทบต่อเอเชีย เมื่อทรัมพ์เป็นประธานาธิบดี

ช่วงนี้ผมชีพจรลงเท้า เดินทางบ่อย ส่วนใหญ่ไปประชุมและพูดในงานสัมมนาเรื่องธรรมาภิบาล

หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งบริษัทเอกชนและนักลงทุนทั่วโลกสนใจ แต่เดือนนี้ ประเด็นยอดฮิต มีคนพูดกันตลอด ไปที่ไหนก็เจอแต่คำถาม ก็คือเรื่องโดนัลด์ ทรัมพ์จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐและผลที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลกและเอเชีย เป็นประเด็นที่พูดกันทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุนหรือภาคธุรกิจ พอดีอาทิตย์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน PWC Roundtable และถูกขอให้ความเห็นเรื่องนี้ วันนี้ก็เลยจะเขียนเรื่องนี้ เพื่อแชร์ความเห็นของผม

สำหรับเอเชีย ข่าวโดนัลด์ ทรัมพ์ชนะการเลือกตั้งเป็นที่แปลกใจของทุกฝ่าย โดยเฉพาะนักลงทุน เห็นได้จากการปรับตัวของตลาดการเงินเอเชียในทางลบ ทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลงทั่วหน้าในช่วงแรกแต่จากนั้นก็ปรับตัวดีขึ้นหลังได้ย่อยข่าวต่างๆ ทำให้ตลาดลดความตื่นตระหนกลง นี้คือผลระยะแรกที่เกิดขึ้นหลังมีข่าว เป็นอาการช็อคจากข่าวที่เกิดขึ้น (shock of the news) ซึ่งเป็นอาการปรกติของตลาดการเงิน เมื่อเกิดข่าวหรือเหตุการณ์ที่ตลาดไม่ได้คาดมาก่อน

แต่จากนี้ไปก็คือผลกระทบที่จะมาจากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมพ์ที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชีย ในเรื่องนี้ มีสามประเด็นที่นักวิเคราะห์พูดกันมากว่าจะมีผลอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก คือ นโยบายการคลังของสหรัฐ นโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศและนโยบายผู้อพยพหรือ (migration policy) แต่สำหรับเอเชีย ผลที่จะมีมากน่าจะมาจากสองเรื่องแรก คือ นโยบายการคลังและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการค้าโลก และทั้งสองประเด็นก็สำคัญมากสำหรับเอเชียเพราะเกือบร้อยละ 40 ของสินค้านำเข้าของสหรัฐมาจากเอเชีย

ประเด็นแรก นโยบายการคลัง สิ่งที่ประธานาธิบดีที่จะเข้ารับตำแหน่งพูดถึงมาก คือ การลดภาษีและการเพิ่มการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อสร้างการมีงานทำ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายการคลังมานานเพราะปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐที่หนี้อยู่ในระดับสูง การใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นหมายถึงการก่อหนี้มากขึ้น ซึ่งต้องกู้ยืมจากตลาดการเงินโดยการออกพันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินต่างๆ ผลก็คือ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในสหรัฐจะปรับสูงขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะกลับมาเป็นประเด็นห่วงใยของตลาดการเงินอีก แต่เรื่องนี้อาจยังไม่เป็นประเด็นทันที ถ้าตลาดมองว่า การใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดี มีรายได้จากภาษีมากขึ้นและเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของทางการ ขณะที่การลดภาษีก็จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ แม้จะไม่ชัดเจนว่า ภาคธุรกิจจะนำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนมากขึ้นหรือไม่ ดังนั้นในภาพรวม การผ่อนคลายนโยบายการคลังจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะสั้น และถ้าการใช้จ่ายมีมาก เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว ธนาคารกลางสหรัฐก็อาจต้องเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ในประเด็นนี้เอเชียคงได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสหรัฐที่จะฟื้นตัว แม้จะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากภูมิภาคจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่จะปรับสูงขึ้น

ประเด็นที่สอง การค้าระหว่างประเทศ เรื่องนี้การให้ความเห็นของนายโดนัลด์ ทรัมพ์ค่อนข้างจะแอนตี้การค้าเสรีมาตลอด มองการค้าเสรีโดยเฉพาะข้อตกลงการค้าต่างๆว่าให้ประโยชน์กับสหรัฐน้อยกว่าประโยชน์ที่ประเทศอื่นได้ นอกจากนี้ แนวคิดแบบชาตินิยมหรืออเมริกามาก่อนก็อาจนำไปสู่การกีดกันด้านการค้า มีการลงโทษ เลือกปฏิบัติและเพิ่มอัตราภาษีกับสินค้าที่มาจากประเทศที่สหรัฐมองว่าแข่งขันไม่เป็นธรรม ทั้งหมดจะเป็นข้อจำกัดให้กับเอเชียที่มีตลาดสหรัฐเป็นตลาดส่งออกใหญ่ ที่สำคัญ ข้อตกลงการค้าสิบสองประเทศ TPP ที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีโอบามา เพื่อขยายอิทธิพลของสหรัฐตามนโยบายความสมดุลย์ใหม่กับเอเชีย คงถูกยกเลิกโดยประธานาธิบดีที่จะเข้ามาใหม่ ดังนั้นประเด็นด้านการค้าคงเป็นปัจจัยลบต่อเอเชียที่ส่วนใหญ่พึ่งการส่งออกเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่การค้าโลกขยายตัวต่ำมาก (ประมาณร้อยละ 1.7 ปีนี้ และ 1.8 ปีหน้า)

ประเด็นที่สาม ที่อยากจะพูดถึงคือ ผลที่นโยบายของรัฐบาลใหม่อาจมีต่อการกำกับดูแลธุรกิจในสหรัฐ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์และระเบียบที่สหรัฐใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจและการทำธุรกิจของบริษัทเอกชน (regulation) ในเรื่องนี้ ความเชื่อในความเป็นเสรีของตลาดที่ควรมีบทบาทของภาครัฐน้อย ซึ่งเป็นปรัชญาหลักของพรรคลิพับริกัน บวกกับความเป็นนักธุรกิจของนายทรัมพ์เอง ที่นักธุรกิจโดยชีวิตจิตใจแล้วจะไม่ชอบกฎระเบียบทางการ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมพ์จะมุ่งลดขั้นตอนและกฎเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจต่างๆ มองว่า เป็นต้นทุน เป็นอุปสรรคและสร้างข้อจำกัดต่อการทำธุรกิจ และที่ต้องจับตามากที่สุด ก็คือ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ที่อาจมีการยกเลิกหรือลดทอนมาตราการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์โดยเฉพาะที่มาจาก พรบ. Dodd-Frank Act ปี 2010 ที่มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคและกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน การลดทอนจะทำให้การทำธุรกิจมีการกำกับดูแลน้อยลง เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ให้กับระบบการเงินสหรัฐ

พูดถึงเรื่องนี้ก็อยากให้ความเห็นว่า ผมเองไม่ห่วงผลทางเศรษฐกิจที่จะมีต่อเอเชียจากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ เพราะอย่างไร สหรัฐก็ทิ้งเอเชียไม่ได้ เอเชียมีสัดส่วนของรายได้ประชาชาติและประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลก จึงเป็นพื้นที่ธุรกิจที่สำคัญของสหรัฐ ถ้าสหรัฐต้องการเติบโต และต้องการสร้างงานให้กับคนในสหรัฐ

แต่ที่น่าห่วงมากกว่าคือ ปัญหาธรรมาภิบาลจากความเป็นนักธุรกิจของนายทรัมพ์เมื่อมาเป็นผู้นำทางการเมือง ที่อาจทำให้การทำงานไม่ประสบความสำเร็จ หรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ถ้าเขาสลัดความเป็นนักธุรกิจของเขาไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาจุดอ่อนของนักธุรกิจที่มาเป็นผู้นำการเมือง รวมทั้งนักธุรกิจที่ใกล้ชิดหรือมีอิทธิพลต่อผู้นำการเมืองจะเหมือนๆ กัน คือ

หนึ่ง ปัญหาผลประโยชน์ขัดแย้งที่ไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม สอง ใช้อำนาจทางการเมืองปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง และสาม มีความคิดแบบอำนาจเป็นใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักธุรกิจไม่เคยมีอำนาจบริหารบ้านเมืองมาก่อน เคยแต่ถูกปกครองให้อยู่ในกฎเกณฑ์ พอมีอำนาจหรือใกล้ชิดอำนาจก็มุ่งแต่จะใช้อำนาจทำให้ขาดการไตร่ตรองเท่าที่ควร

ทั้งสามประเด็นนี้สำคัญและมีให้เห็นบ่อย จึงน่ากลัวในแง่ธรรมาภิบาล ก็หวังว่าความห่วงใยทั้งสามข้อนี้จะไม่เกิดขึ้น