คนจำนวนมากมีความเชื่อว่ายิ่งทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น ทำงานนานขึ้น จะยิ่งนำ
ไปสู่ผลงานและผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เชื่อว่ามีผู้อ่านหลายท่านที่ทำงานมากหนักและนานถึงขั้นหลับคาโต๊ะทำงาน คาเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือคามือถือ (กำลังแชทคุยงานกับเพื่อนร่วมงาน) คำถามที่เกิดขึ้นคือการทำงานที่หนักมากและนานนั้น นำไปสู่ผลงานหรือผลิตภาพในการทำงานที่ดีขึ้นจริงหรือ?
ผมได้ลองไปดูงานวิจัยหลายๆ ชิ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพบว่า งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่ได้ส่งผลต่อผลงานที่ดีขึ้นหรือมากขึ้น แถมการทำงานที่ยาวนาน ยิ่งทำให้เราผลัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพน้อยลง รวมทั้งยังทำให้ทำงานได้น้อยลงอีกด้วย
มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford ที่ชี้ให้เห็นว่า การมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับผลิตภาพ หรือProducitivity และยิ่งเมื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนชั่วโมงในการทำงานต่อสัปดาห์ กับผลงานที่ได้พบว่า ถ้าทำงานน้อยกว่า49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผลงานที่ได้จะแปรตามจำนวนชั่วโมงในการทำงาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราทำงานเกิน50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว ผลงานที่ได้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง หรือผลงานที่ได้ต่อชั่วโมงจะเริ่มลดลงนั้นเอง
เมื่อไปดูระดับมหภาค เราจะเห็นประเทศต่างๆ จำนวนมาก ที่ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ มีประเทศอย่างน้อย 134 ประเทศ ที่กำหนดจำนวนชั่วโมงในการทำงานสูงสุดต่อสัปดาห์
Leslie Perlow ผู้เขียนหนังสือเรื่องSleeping with Your Smartphone ได้นิยามไว้ครับว่า ในปัจจุบันคนจำนวนมากเป็นโรค successaholics นั่นคือแสวงหาและเสพติดต่อความสำเร็จ ทั้งความสำเร็จของตนเอง และความสำเร็จขององค์กร ทำให้มีความเชื่อว่า การทำงานที่มาก ทำงานที่หนัก และทำงานที่นาน จะนำไปสู่ความสำเร็จได้
แม้กระทั่งช่วงที่พอจะมีเวลาว่าง เราก็มักจะไม่ทำตัวว่างครับ นั้นคือจะสามารถหาเรื่องให้ตัวเองยุ่งได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นบรรดากิจกรรมทางสังคมต่างๆ หรือแม้จะมีช่วงเวลาว่างอันน้อยนิด เราก็อดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพื่อให้เราได้ยุ่งอีกอยู่ดี มีอาจารย์จากสถาบัน INSEAD ในฝรั่งเศส ที่บอกว่าปัจจุบันเราเริ่มเกิดภาวะ Interaction overload มากขึ้น และจริงๆ แล้ว การทำงานหนักมากหรือนาน ไม่ใช่การทำงานที่ฉลาดเลย (working harder is not working smarter)
ปัจจุบันเริ่มมีข้อสนับสนุนจากนักวิชาการต่างประเทศ ที่หักล้างกับความเชื่อดั้งเดิมของเราแล้ว นั้นคือเราควรจะมีวันหรือเวลาที่อยู่นิ่งๆ และไม่ทำอะไรเลย แบบว่างจริงๆ (Doing Nothing) บ้าง โดยความเชื่อในอดีตนั้น ผู้ที่อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำตัวให้ยุ่ง จะเป็นพวกที่ไม่มีผลิตภาพพวกเฉื่อยแฉะ พวกให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
แต่จากการค้นพบใหม่ๆ เริ่มทำให้เห็นว่าการอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไรเลยนั้น (เป็นระยะหรือเป็นช่วงนะครับ ไม่ใช่ตลอดไป) กลับเป็นสิ่งที่ดีต่อสมองของเรา มีรายงานลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Nature ที่ศึกษาความสำคัญของการพักและไม่ทำอะไรเลย และพบว่าในช่วงที่เรา “ไม่ทำอะไร” นั้น สมองของเราไม่ได้หยุดพัก และไม่ทำอะไรไปด้วย แต่จริงๆ แล้ว สมองของเรากำลังทำงาน โดยที่เราไม่รู้ตัว และเป็นการทำงานโดยการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลต่างๆ ที่เราได้รับรู้มาเข้าไว้ด้วยกัน
นอกจากนี้ ยังมีวิจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนด้วยนะครับว่า ช่วงที่เราพักหรือไม่ทำอะไรเลย คือช่วงที่เราจะมีความคิดใหม่ๆเกิดขึ้น เนื่องจากแทนที่เราจะทำให้สมองและจิตใจเรา มุ่งเน้นไปที่เรื่องราวหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ช่วงที่เราพักจะเป็นช่วงที่สมองของเราปล่อยโล่ง และคิดในเรื่องราวต่างๆมากมาย และการมีมุมมองที่กว้างและหลากหลายนั้น ก็มักจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์
ท่านผู้อ่านอย่าลืมลองกลับไปนับจำนวนชั่วโมง การทำงานต่อสัปดาห์ของท่านดูนะครับ และอย่าลืมนับชั่วโมงที่ต้องอ่านและตอบอีเมล หรือดูข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตด้วย แล้วสุดท้ายอย่าลืมกันเวลาของตัวเองให้ว่างไว้บ้างนะครับ






