การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา
เห็นชอบมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับภาครัฐในเดือนก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา ในกลุ่มที่อยู่นอกภาคเกษตร ผู้ว่างงาน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ประมาณ 5.4 ล้านคน ใช้วงเงินในการดำเนินการทั้งสิ้น 12,750 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณบรรจุรายจ่ายไว้ในการจัดสรรงบประมาณปี 2561
งบประมาณดังกล่าวจัดสรรให้กับผู้มีรายได้น้อยนอกภาคเกษตรแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ผู้ที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จำนวน 3.1 ล้านคน จะได้รับเงินจากรัฐบาล 3,000 บาทต่อคน ใช้วงเงินประมาณ 9,300 ล้านบาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001-100,000 บาทต่อปี จำนวน 2.3 ล้านคน ได้รับเงินจากรัฐบาล 1,500 บาทต่อคน ใช้วงเงินประมาณ 3,450 ล้านบาท รวมวงเงินที่ต้องใช้ทั้งสิ้น 12,750 ล้านบาท โดยจะจ่ายเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยที่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ -30 ธ.ค.2559 ซึ่งมาตรการนี้หวังว่าจะช่วยเหลือสำหรับการดำรงชีวิตต่อไป
มาตรการนี้อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นประชานิยมของรัฐบาลที่พยายามเอาใจประชาชน ซึ่งแน่นอนว่า หากคิดตามกระแสนิยมในเรื่องนโยบายการเมืองของโลกในเวลานี้ ก็อาจเห็นเป็นเช่นนั้นจริง แต่มาตรการนี้ของรัฐบาลมีแนวนโยบายที่น่าสนใจ และติดตามอย่างยิ่งหากรัฐบาลใช้นโยบายในลักษณะเดียวกันนี้ต่อไปกับนโยบายอื่น เพราะมีความแตกต่างจากประชานิยมในอดีตอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น ซึ่งน่าติดตามผลจากนโยบายนี้ว่า จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่
ความแตกต่างประการแรก รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยจริงๆ โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งน่าแปลที่ว่า หลักการนี้เป็นหลักการมาตรฐานสากลที่นำมาใช้กันในการแก้ปัญหาความเป็นธรรม กล่าวคือ หากจะเลือกช่วยเหลือ ต้องให้ความช่วยเหลือผู้มีฐานะแย่สุดก่อน ซึ่งหากมาตรการลงทะเบียนของรัฐบาลดำเนินการอย่างรอบคอบ และไม่มีการสวมสิทธิหรือให้สิทธิพิเศษเหมือนที่นักการเมืองชอบใช้กันก่อนหน้านี้ ก็จะถือว่า รัฐบาลได้ทำตรงจุดอย่างมาก แม้จำนวนอาจจะไม่มากพอ แต่ก็ได้เลือกคนที่เสียเปรียบที่สุดในสังคม ซึ่งสะท้อนจากรายได้แต่ละปี
ความแตกต่างประการที่สองและค่อนข้างมีความสำคัญอย่างมาก สำหรับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ นั่นคือมีการใช้ระบบข้อมูล ผ่านการลงทะเบียน แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลก่อนๆ ก็ใช้ระบบข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่เป็นระบบข้อมูลที่มักใช้เป็นคราวๆ ไป อาทิ การลงทะเบียนคนจนก็เคยดำเนินการมาแล้วหลายรัฐบาล แต่ข้อมูลที่ได้ไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ และไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานของรัฐเอง ทำให้มาตรการที่ออกมามีปัญหา และมักจะเป็นมาตรการแบบเหมาหว่าน จนไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วความช่วยเหลือตรงตามเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ จึงทำให้ปัญหาวกไปวนมา ยากจะแก้ไข
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการเบื้องต้น ที่พยายามช่วยเหลือผู้เสียเปรียบสุดในสังคม แต่เราเชื่อว่า ยังมีคนอีกมากที่ยังตกสำรวจในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องไม่ลืมความจริงอย่างหนึ่งของสังคมว่า ยิ่งคนที่เสียเปรียบหรือคนจนมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าถึงหรือมีความรู้ความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลยากมากเท่านั้น ซึ่งเอาเข้าจริง คนจนมากที่สุดและต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด อาจเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรที่ยังไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อในครั้งนี้ ซึ่งเราเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสำรวจอย่างจริงจังอีกครั้ง ไม่เพียงแค่ผ่านการประชาสัมพันธ์ผ่านกลไกรัฐเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดถึงความถูกต้องของข้อมูล
แน่นอนว่ามาตรการลักษณะนี้ ผู้ที่ชอบอ้างว่าเป็นผู้เสียภาษีอาจไม่ชอบใจ เพราะเห็นว่าเป็นนโยบายที่สูญเปล่าเพราะเท่ากับว่าเอาเงินไปแจกประชาชน แต่นั่นเป็นหลักการคิดของคนที่ได้เปรียบในสังคมอยู่แล้วย่อมเห็นว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรและเป็นหลักคิดที่มองว่า เมื่อตัวเองเสียไปก็ต้องได้คืนจากรัฐบ้างไม่มากก็น้อย และหากดูข้อมูลการเสียภาษีก็จะเห็นว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเกินครึ่งไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากความทันสมัย ยิ่งกว่านั้นยังถูกความทันสมัยทิ้งไว้เบื้องหลังอีกด้วย และยิ่งพัฒนาโดยละเลยมิติทางสังคม ก็ยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำยิ่งขึ้น
เราเห็นด้วยกับนโยบายที่ยึดหลักการให้ความช่วยเหลือ ผู้เสียเปรียบที่สุดในสังคมก่อนเป็นอันดับแรก และขอสนับสนุนนโยบายที่มีพื้นฐานจากข้อมูลที่แท้จริง เราเชื่อว่า หากดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ต่อไปจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนในหลายด้าน ยิ่งเราออกมาตรการมากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า เรามีปัญหามากเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข หาไม่แล้วปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะตามหลอกหลอนคนไทยเป็นระยะ ด้วยความขัดแย้งทางสังคมเหมือนที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ปัญหายังไม่หนักมากเหมือนหลายประเทศ แต่หากไม่รีบแก้ไขก็อาจสายเกินไปหากปล่อยให้ปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อขัดแย้งรุนแรงแล้ว ปัญหาย่อมแก้ไขยาก






