วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ แสดงสัญญาณของความแข็งแกร่ง

มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากข้อมูลล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุน สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ดีดตัวขึ้นช่วงเดือน ต.ค. ถือเป็นการปรับตัวขึ้นเดือนที่ 4 ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น หลังจากทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยความเชื่อมั่นล้วนสูงขึ้นในทุกกลุ่มรายได้ ทุกกลุ่มอายุ และทุกภูมิภาคในประเทศ สะท้อนว่าผู้บริโภคอเมริกันยินดีกับชัยชนะของผู้นำใหม่ เพราะมองว่าจะเป็นผลดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ส่วนตลาดแรงงานก็ตึงตัวขึ้น และการสร้างบ้านใหม่มีเพิ่มขึ้น

สภาพการณ์ต่างๆ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐแง่บวกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยเฟดสาขาแอตแลนตาคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะขยายตัว 3.6% ช่วงไตรมาส 4 หลังจากเติบโตในระดับ 2.9% เมื่อไตรมาส 3 ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ ได้รับมรดกในรูปของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งยังตอกย้ำการคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคม ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการประชุมเดือน พ.ย. ที่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดค่อนข้างมั่นใจว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้

สภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ จนเปิดทางไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้ง หลังจากมีขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปีไปเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว นับเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลกที่ตกอยู่ในสภาพซบเซามายาวนาน ทั้งยังทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เพราะการคาดหมายว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ สืบเนื่องจากแผนทุ่มใช้จ่ายของผู้นำใหม่สหรัฐ ทำให้เงินทุนไหลไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและทำให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นผลดีในแง่ที่ช่วยเอื้อสินค้าส่งออกของหลายประเทศ อย่างญี่ปุ่นที่การอ่อนค่าของเงินเยน ถือเป็นเรื่องดีสำหรับบรรดาผู้ส่งออก ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังต้องการแรงส่งจากทุกด้าน

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางแนวโน้มแง่ดี ก็มีกระแสแง่ลบ จากการที่ผู้นำใหม่สหรัฐแสดงท่าทีคัดค้าน ข้อตกลงการค้าเสรีและกระแสโลกาภิวัตน์อันหนุนนำการค้าให้เฟื่องฟูทั่วโลก โดยว่าที่ประธานาธิบดีได้ย้ำแล้วว่า ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งจะแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน ว่าสหรัฐจะถอนตัวออกจากข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกหรือทีพีพี เพราะมองว่าเป็นหายนะสำหรับสหรัฐ และจะแทนที่ทีพีพีด้วยการเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่มีความยุติธรรม เพื่อนำงานและอุตสาหกรรมกลับไปยังอเมริกา

แม้ไทยไม่ได้ร่วมอยู่ในทีพีพี แต่ท่าทีดังกล่าวก่อให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับกระแสกีดกันการค้า อีกทั้งแนวทางหลายอย่างของผู้นำใหม่ของสหรัฐก็ยังไม่ชัดเจนและยากแก่การคาดเดา สภาพการณ์ดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทย กำลังต้องการแรงหนุนจากทุกด้าน เพื่อผลักดันการเติบโต และไทยก็เหมือนกับประเทศอื่น ที่ต้องใช้โอกาสจากการที่เศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมไปกับการมองหาลู่ทางในการทำการค้าใหม่ๆ กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันออกและเอเชีย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตให้เดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง และพลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส