วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

ถ้าทรัมป์ตาย

ถ้าทรัมป์ตาย

มีแฟนเพจและมิตรสหายหลายท่านสอบถามมาว่า หากประธานาธิบดีรับเลือก (president-elect)

ทรัมป์เกิดเสียชีวิต หรือลาออกก่อนวันเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมหน้า จะทำอย่างไร แล้วใครจะเป็นประธานาธิบดีแทน ผมก็ขอถือโอกาสนำมาตอบในที่นี้เป็นการทั่วไปไม่เฉพาะกรณีของทรัมป์เท่านั้น และจะได้ตอบรวมไปกับประเด็นอื่นด้วย เช่น เกิดการเสียชีวิตก่อนวันหย่อนบัตรของประชาชนหรือเสียชีวิต หลังจากที่ขึ้นดำรงตำแหน่งแล้ว โดยจะเรียงลำดับ ดังนี้

1) กรณีผู้สมัครเสียชีวิตก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้งของประชาชน (popular voting) ในเดือนพฤศจิกายน

ในที่นี้หมายความถึงผู้สมัครที่ได้รับการเสนอชื่อ(nominated)จากที่ประชุมใหญ่พรรคแล้วเกิดเสียชีวิตก่อนวันเลือกตั้งซึ่งกรณีของตัวผู้สมัครประธานาธิบดีนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น มีเพียงกรณีเดียว คือ ผู้สมัครรองประธานาธิบดีTom Eagletonเสียชีวิตในปี 1972โดยสามารถแยกอธิบายได้เป็น 2 พรรค คื

1.กรณีของพรรคเดโมแครต

Democrat National Committee(DNC)จะเรียกประชุมสมาชิกDNCจำนวน 447 คนเพื่อหาคนมาแทน เช่น กรณีเลือก Sargent Shriver มาเป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดีแทนThomas Eagleton ในปี 1972

2. กรณีของพรรครีพับลิกัน

Republican National Committee(RNC)จะเรียกประชุมสมาชิกจำนวน 150 คน เพื่อหาคนมาแทน

2) กรณีผู้สมัครที่ได้รับเลือกเสียชีวิตหรือถอนตัวหลังวันเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน โดยยังไม่ทันได้เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเวลา 12.00 น.ของวันที่ 20 มกราคม

จริงๆ แล้วมีขั้นตอนย่อยอีกหลายขั้นตอนเช่นเสียชีวิตก่อนที่ Electoral College จะมีการประชุมกัน หรือ Electoral College ประชุมกันแล้วแต่สภาคองเกรสยังไม่ได้รับรองผลการประชุมฯลฯ แต่จะตอบแบบรวมๆ เพราะเห็นว่าหากตอบหมดจะเป็นการลงรายละเอียดมากเกินไป และกติกาของแต่ละรัฐในกรณีย่อยๆ ดังกล่าวนั้น ก็แตกต่างกันไป แต่กล่าวโดยสรุปก็คือ หากประธานาธิบดีรับเลือก (president-elect)เสียชีวิตหรือถอนตัวก่อนเข้ารับตำแหน่ง ในกรณีนี้รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 20 (the 20th amendment) ได้กล่าวไว้เฉพาะการเสียชีวิตของ president-elect โดยไม่รวมถึงการถอนตัว แต่สามารถตีความได้ว่า ผู้สมัครที่จะถอนตัวนั้นสามารถรอไว้จนถึงวันที่ 20 มกราคมได้ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นมาตรา 2 และรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 25 กล่าวไว้ชัดว่ารองประธานาธิบดีจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งแทน ฉะนั้น ในกรณีหากทรัมป์เสียชีวิตก่อนสาบานตนรับตำแหน่งก็คือ Mike Pence ,vice president-elect นั่นเอง

3) เมื่อเป็นประธานาธิบดีแล้วเกิดเสียชีวิต,ลาออก,ถูกปลดหรือขาดคุณสมบัติ ใครจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งแทน

แน่นอนว่าจะต้องเป็นรองประธานาธิบดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งแทนตามระบบประธานาธิบดี หรือ presidential system (ซึ่งแตกต่างจากระบบรัฐสภาหรือ parliamentary system แบบอังกฤษหรือบ้านเราที่รัฐบาลจะต้องไปทั้งคณะ สภาฯ ก็ต้องตั้งนายกฯและรัฐบาลใหม่ เช่น กรณีคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นต้น)) แต่หากไม่มีรองประธานาธิบดีหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม The Presidential Succession Act ปี 1947 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการสืบทอดตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บัญญัติไว้ว่า ให้ประธานสภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้ทำหน้าที่แทน และหากยังไม่มีอีก ก็เรียงตามลำดับลงไปเรื่อยๆ ดังนี้

Secretary of State (รมว.ต่างประเทศ), Secretary of the Treasury (รมว.คลัง), Secretary of Defense (รมว.กลาโหม), Attorney General (รมว.ยุติธรรม), Secretary of the Interior (รมว.มหาดไทย), Secretary of Agriculture (รมว.เกษตร), Secretary of Commerce( รมว.พาณิชย์), Secretary of Labor (รมว.แรงงาน), Secretary of Health and Human Services (รมว.สาธารณสุขและบริการมนุษย์), Secretary of Housing and Urban Development (รมว.การเคหะและพัฒนาเมือง), Secretary of Transportation (รมว.คมนาคม), Secretary of Energy (รมว.แรงงาน), Secretary of Education (รมว.ศีกษา), Secretary of Veterans Affairs (รมว.กิจการทหารผ่านศึก), Secretary of Homeland Security (รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ)

ผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับระบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา อาจจะงงๆ ว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆของสหรัฐอเมริกานั้นทำไมถึงใช้คำว่า Secretary ซึ่งแปลตรงๆ ตัวก็คือเลขานุการหรือเลขาธิการ (general secretary) แทนคำว่า minister ตามที่เราคุ้นเคยกัน และในหลายๆ ครั้งที่สื่อมวลชนเราเองก็แปลผิด หรือเจ้าหน้าที่เราเองก็เข้าใจผิดๆ ว่าเขาหรือเธอเป็นเพียงเลขาฯ เลยไม่ให้ความสำคัญ เหตุผลก็คือในระบบประธานาธิบดีนั้น ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของของรัฐ (Head of State) และหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of Government) ซึ่งต่างจากระบบรัฐสภาที่นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงหัวหน้าฝ่ายบริหาร โดยไม่ได้เป็นประมุขของรัฐ (ซึ้่งอาจจะเป็นกษัตริย์หรือประธานาธิบดีก็ได้) แต่อย่างใด

ประธานาธิบดีในระบบประธานาธิบดีนี้ มีอำนาจในการบริหารประเทศมาก โดยรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาฯแบบบ้านเรา รัฐมนตรีในระบบนี้จึงไม่ต้องไปร่วมประชุมสภาฯ เพื่อตอบกระทู้ถามจากสภาฯแต่อย่างใด ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้ง (วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ) ถอดถอนรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐสภาได้ รัฐมนตรีจึงทำหน้าที่ประหนึ่งว่าเป็น secretary ของประธานาธิบดี เพราะต้องปฏิบัติงาน"ตามอัธยาศัยของประธานาธิบดี" (at the pleasure of the president) นั่นเอง

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดี ระบบรัฐสภาหรือระบบใหม่ที่ปัจจุบันได้รับนิยมขึ้นมามากโดยเฉพาะรัฐที่เกิดใหม่เช่นรัฐที่แยกมาจากอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งก็คือระบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (semi-presidential system/semi-parliamentary system) ที่มีจุดกำเนิดจากฝรั่งเศส ต่างก็มีอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันไป ยังไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คนอเมริกัน คนอังกฤษ หรือคนฝรั่งเศสเองซึ่งเป็นต้นแบบของทั้งสามระบบต่างก็พยายามแสวงหาแนวทางใหม่ๆเพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น

มองเขามองเรา

เป็นที่น่าดีใจที่คนไทยเราจำนวนมาก ให้ความสนใจในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในครั้งนี้เป็นพิเศษ สื่อมวลชนเกาะติดเสนอข่าวกันอย่างเจาะลึก แต่ในทำนองกลับกันก็เป็นที่น่าเศร้าใจ ที่คนไทยเรารู้เรื่องระบบการเลือกตั้ง สส./สว.ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านประชามติมาแล้วน้อยมากหรือแทบจะกล่าวได้ว่าไม่รู้หรือไม่เข้าใจเลยก็ว่าได้