วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โดนัลด์ ทรัมป์กับ สีจิ้นผิง :

America First เจอ Chinese Dream

ถ้าประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปรับอัตราภาษีสินค้าขาเข้าจากจีนเป็น 45% อย่างที่หาเสียงเอาไว้ ปักกิ่งก็จะต้องตอบโต้อย่างรุนแรง อาจจะนำไปสู่ “สงครามการค้า” ระหว่างสองยักษ์ทางเศรษฐกิจโลก

แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกิด เพราะทรัมป์เป็นนักธุรกิจ เป็นนักต่อรอง และรู้ว่าจะหากเกิดการพันตูทางการค้าอย่างหนักหน่วง ทั้งอเมริกาและจีนแพ้ทั้งคู่

ถ้าทรัมป์เลิกข้อเสนอการค้าเสรี Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่ โอบามา ริเริ่มอย่างที่หาเสียงเอาไว้ ก็เท่ากับเปิดทางให้ข้อเสนอ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ที่มีจีนเป็นหัวหอกก็จะสยายปีก กลายเป็นข้อตกลงการค้าเสรีใหญ่ของเอเชีย ที่ผลักดันการค้าการลงทุนระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับคู่ภาคีอีกอย่างน้อยอีก 6 ประเทศคือจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นสมาชิก

คนรอบข้างทรัมป์คงจะต้องศึกษาเรื่อง “ฉีกข้อตกลงการค้าเสรี” ทั้ง NAFTA (North American Free Trade Agreement) ที่มีสมาชิกคืออเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก และ TPPเพื่อเสนอแนะท่านผู้นำคนใหม่ว่าการเลิกกติกาการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้นเอาเข้าจริง ๆ เป็นเรื่องดีหรือร้ายสำหรับสหรัฐฯกันแน่

TPP มีประเทศลงนามขั้นต้นแล้ว 12 ประเทศ (ไทยเคยแสดงความสนใจ แต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก) รัฐสภาสหรัฐฯยังไม่ได้อนุมัติ และดูเหมือน โอบามา จะบอกให้ระงับเอาไว้ รอให้ทรัมป์ตัดสินว่าจะเดินหน้าหรือเลิก

คำถามใหม่คือทรัมป์จะเอาหรือไม่เอากับ APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) ซึ่งเป็นเวทีระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเอเชียและแปซิฟิก ทุกปีที่ผ่านมาเราจะเห็นผู้นำระดับโลกจากสหรัฐ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่นมาพบปะเพื่อหารือเรื่องใหญ่ ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจและการเมืองโลก

เอเปกมีสมาชิก 19 ประเทศและ 2 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะไม่มีข้อตกลงรายละเอียดทางด้านลดภาษีให้กันและกันในการค้าและการลงทุน แต่เอเปกก็เป็นเวทีสากลที่สำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นของผู้นำสูงสุดทุกปี

ถ้าเอาตามแนวทางการหาเสียงของทรัมป์ เขาก็จะต้องบอกเลิก APEC ด้วย

ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อทรัมป์วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียเมื่อนั่งเก้าอี้ทำเนียบขาวแล้ว เขาก็คงจะปรับท่าทีใหม่ อาจจะขอ “ปรับบทบาท” และ “เงื่อนไข” ใหม่ แต่ไม่ถึงกับบอกเลิกทุกองค์กร และกลไกของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

เพราะหากทำอย่างนั้นจริง จะเข้าสูตร “โดดเดี่ยวนิยม” หรือ “isolationist” ซึ่งสหรัฐจะเสียหายมากกว่าการคงไว้ซึ่งบทบาทด้านนี้

หากทรัมป์เข้าโหมด “โดดเดี่ยวนิยม” ก็เท่ากับเปิดทางให้จีนและรัสเซียเข้ามา “ถมช่องว่าง” ในเวทีระหว่างประเทศที่จะทำให้ “ดุลยภาพแห่งอำนาจ” ของโลกพลิกผันไปอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ผมเชื่อว่าเมื่อประเมินสถานการณ์หลังจากได้ข้อมูลและแนวทางวิเคราะห์จากที่ปรึกษาทั้งหลายแล้ว ทรัมป์คงจะไม่ยอมเล่นเกมเสี่ยงขนาดนั้น

 ที่ต้องห่วงอีกประเด็นหนึ่งสำหรับไทยและเอเชีย....ถ้าทรัมป์ทำตามที่หาเสียงไว้ ก็จะดึงเอาธุรกิจสหรัฐกลับบ้าน ให้ย้ายฐานการผลิตในเอเชียกลับไปที่สหรัฐ เพื่อสร้างงานให้คนอเมริกันชนชั้นกลางที่ตกงาน

หากเป็นเช่นนั้น เงินทุนจะไหลออกจากเอเชียกลับอเมริกาหรือไม่ และหากเป็นเช่นนี้จะเกิดอะไรกับการลงทุนของสหรัฐในไทยและอาเซียน

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความมั่นคงในเอเชีย ที่ทรัมป์ต้องตัดสินว่าจะเอาอย่างไรกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

หากมะกันถอยกลับบ้าน คลื่นลมในทะเลจีนใต้จะสงบลงเพราะการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐจะลดลง

หรือจะทำให้ “อาเฮีย” จากปักกิ่งแข็งกร้าวขึ้นในทะเลจีนใต้จนน้อง ๆ อึดอัดขัดข้องจนกลายเป็นความตึงเครียดรูปแบบใหม่หรือไม่?

หลังทั้งสองทักทายกันทางโทรศัพท์แล้ว ผมรอให้โดนัลด์ ทรัมป์พบกับ สีจิ้นผิง เพื่อ “เคลียร์ใจ” กันในหลาย ๆ เรื่องนี้ครับ