โลกกำลังพลิกจาก 'โลกาภิวัตน์' สู่ 'โดดเดี่ยวนิยม'?

หะแรกที่ผมอ่านข้อความ ที่มีคนส่งมาทางโซเชียลมีเดีย ผมนึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น
แต่อ่านวนสองสามรอบ ก็เริ่มจะรู้สึกว่าบางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องเขียนให้อ่านกันสนุกๆ ทำนองประชดประชันสหรัฐเพื่อนซี้เก่าแก่กว่า 180 ปีก็ได้
ข้อความที่ว่านี้เสมือนเป็นคำเตือนที่รัฐบาลไทย ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในสหรัฐ หลังจากมีคนออกมาต่อต้านประท้วงผลการเลือกตั้งให้โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีจนเกิดความรุนแรงกันในหลายรัฐ
ความว่าอย่างนี้
“ประเทศไทยรู้สึกเป็นกังวลต่อสถานการณ์ ความไม่สงบภายในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าทุกฝ่ายจะยอมรับผลการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ว...
“อย่างไรก็ตามไทยจะจับตาดูสถานการณ์การใช้ความรุนแรงในอเมริกาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากจำเป็นไทยจะยกระดับการเตือนพลเมืองไทยในอเมริกา ให้ใช้ความระมัดระวังอยู่ในที่ตั้ง และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณที่มีการปะทะ"
เป็นข้อความละม้ายกับที่สหรัฐเคยออกแถลงการณ์ ต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้
ใครจะเชื่อว่าการเมืองสหรัฐจะกลายเป็นเรื่องความแตกแยกของสังคม แบ่งขั้วกันอย่างหนักหน่วงรุนแรงระหว่าง “ชนชั้นกลางผิวขาว” ในชนบทที่มีปัญหาปากท้องกับ “ชนชั้นกลางในเมือง” ที่มีความเป็นอยู่ดีกว่าและกลุ่มคนที่ “มีอันจะกิน”
คนกลุ่มแรกมีปัญหาปากท้องที่รัฐบาลภายใต้การนำของโอบามา 8 ปีไม่ได้มีส่วนช่วยยกระดับขึ้น มีความกังวลว่าแนวทาง “โลกาภิวัตน์” และ “เขตการค้าเสรี” ที่โอบามาผลักดันนั้นยิ่งจะแย่งงานพวกเขามากขึ้น เพราะธุรกิจสหรัฐย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ และสินค้าจากข้างนอกถูกส่งเข้ามาขายแย่งตลาดของสินค้าในสหรัฐมากขึ้น
คนกลุ่มหลังได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ และการเคลื่อนย้ายการลงทุนอย่างเสรีระหว่างประเทศ จึงสนับสนุนการเปิดกว้างของบทบาทสหรัฐในเวทีสากล
คนกลุ่มแรกเอียงไปทาง “อนุรักษนิยม”
คนกลุ่มหลังผลักดันแนวคิด “เสรีนิยม”
ผลการเลือกตั้งที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วเกิดขึ้นเพราะโดนัลด์ ทรัมป์สามารถทำให้คนกลุ่มแรกเชื่อว่าทรัมป์จะ “ปฏิวัติการเมืองสหรัฐ” เพื่อให้พวกเขามีความสำคัญมากขึ้น และจะแก้กฎหมายทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเขาเห็นว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคนในเมืองมากกว่า
คนกลุ่มหลังหย่อนคะแนนให้ฮิลลารี คลินตันเพราะเชื่อว่าเธอจะเสริมนโยบายต่อเนื่องจากโอบามา
“ระเบียบโลกเสรีนิยม” หรือ Liberal World Order ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่ผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตขึ้นในช่วงหลัง
ระบบเศรษฐกิจเปิดกว้างสากลนี้แหละ ที่ทำให้ไอโฟนของอเมริกาส่งไปประกอบที่ประเทศจีน และถูกส่งกลับไปให้ลูกค้าที่สหรัฐและยุโรป
ระบบเดียวกันนี้ส่งเสริมให้คนหลายล้านคน เคลื่อนย้ายจากประเทศยากจนไปประเทศร่ำรวย เพื่อหาโอกาสสร้างชีวิตใหม่ของตนเองและลูกหลาน
ระบบนี้ทำให้การผลิตสินค้าและบริการสากลก้าวกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนหลายร้อยล้านคนหลุดจากความยากจน ไม่เพียงแต่ในจีนและอินเดียเท่านั้น แต่ในลาตินอเมริกาและแอฟริกา
เอเชียและอาเซียนก็ได้ประโยชน์จากระบบ “เศรษฐกิจข้ามชาติเสรี” หลังสงครามโลกครั้งที่สองเช่นกัน
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือคนจนและยากไร้ในประเทศจำนวนมากไม่ได้ผลประโยชน์จาก “ระบบเสรีนิยม” เช่นว่านี้ อีกทั้งชนชั้นทำงานในประเทศที่ร่ำรวยทั้งหลาย ต้องตกงานเพราะธุรกิจจำนวนมาก ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศหรือไม่ก็ว่าจ้างต่างประเทศทำงานที่เรียกว่า outsource เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
นั่นคือที่มาของการสั่งสมความไม่พอใจที่ค่อยๆ เพิ่มดีกรีเป็นความแค้นเคือง และท้ายสุดก็แสดงออกในคูหาเลือกตั้ง
โดนัลด์ ทรัมป์ คือคำตอบของคนอเมริกันที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงในทิศทางต่อต้านโลกาภิวัตน์, ให้ผู้นำสหรัฐฯหันกลับมาสร้างงานให้กับคนชนบทและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เช่นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเช่นถนน สะพาน สนามบินและสิ่งก่อสร้างที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯไม่ได้ทำมาช้านานแล้ว
คำถามมีเพียงว่าทำไมพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคของสหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างผู้นำที่ตอบโจทย์ของชนชั้นกลางชนบท ด้วยการกลั่นกรองผู้นำที่มีคุณสมบัติ และบุคลิกที่ไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของอีกฝั่งหนึ่งอย่างหนักหน่วงรุนแรงขนาดนี้
หรือต้องมีคนที่มีคุณลักษณะอย่างทรัมป์ จึงจะทำให้เกิดการผันเปลี่ยนรุนแรงแบบหักดิบ.... จาก”ระเบียบโลกเสรีนิยม” (liberal world order) มาเป็น “ชาตินิยมสูตรประชานิยม” (populist nationalism) ได้?
แนวทางเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายประเทศ และการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในยุโรปหลายประเทศอาจไปในทิศทางเดียวกับอเมริกา
เรากำลังจะเห็น “ระเบียบโลกใหม่” ที่อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นหรือสันติ... ห้ามกะพริบตาเป็นอันขาด







