ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวคิดกีดกันการค้า
และประกาศระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าจะหยิบข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา มาเจรจาใหม่ และจะถอนตัวออกจากข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทีพีพี สร้างความสั่นสะเทือนไปยังหลายประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการติดต่อค้าขายกันอย่างเสรีมากมาย ท่าทีดังกล่าวทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันของสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยุติความพยายามนำข้อตกลงทีพีพีเข้าสู่สภาเพื่อให้พิจารณา และรอให้สภาชุดใหม่ ซึ่งมีพรรครีพับลิกันอันเป็นต้นสังกัดของนายทรัมป์ และประธานาธิบดีคนที่ 45 ซึ่งก็คือนายทรัมป์ พิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
ทีพีพีประกอบด้วยสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก เปรู สหรัฐ เวียดนาม ชิลี บรูไน สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ ซึ่งเจรจากันและเพิ่งได้ข้อสรุปกันไปเมื่อปีที่แล้ว แต่เมื่อหัวเรือใหญ่อันเป็นตัวตั้งตัวตี มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำซึ่งมีท่าทีแตกต่างไปจากเดิม ประเทศอื่นที่เข้าร่วมข้อตกลงนี้จึงพยายามหาทางออก รวมถึงเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก เนื่องจากมีข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ ประกอบกับมีแรงงานราคาถูก โดยล่าสุดเวียดนามระบุว่าจะไม่ให้สัตยาบันข้อตกลงทีพีพี เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐ
ด้านมาเลเซียระบุว่าจะเน้นความพยายามสรุปข้อตกลงการค้าพหุภาคีภายใต้การนำของจีน โดยจะหาทางผลักดันความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค หรืออาร์เซป อันเป็นแนวคิดริเริ่มของจีน เพราะมองว่าทีพีพีจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วน 60% ในจีดีพีของประเทศที่เข้าร่วมทีพีพี ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ ในส่วนของออสเตรเลียส่งสัญญาณทำนองเดียวกันว่าจะสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรีที่จีนนำเสนอมา อันได้แก่ อาร์เซปและข้อตกลงการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก หรือเอฟทีเอเอพี
การประชุมระหว่างประเทศอันจะเป็นเวทีหารือ หรือหยั่งท่าทีกันครั้งแรกเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรี คือการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ที่เปรู อันเป็นกลุ่มการค้าและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เพราะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนเกือบ 60% ของเศรษฐกิจ และ 40% ของประชากรโลก โดยเจ้าภาพอย่างเปรูประกาศว่าที่ประชุมจะส่งสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับการค้าเสรี เพื่อต้านทานแนวคิดกีดกันการค้าของว่าที่ผู้นำสหรัฐ และเวทีเดียวกันนี้เองที่จีนจะผลักดันข้อเสนอการค้าอย่างเอฟทีเอเอพี และอาร์เซป
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-การค้าโลกที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนี้ อาจเป็นการปรับหรือวางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับเอเชียเสียใหม่ อันจะส่งผลต่อเนื่องทำให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และจัดวางทิศทางการค้าใหม่ รวมถึงไทย ที่นอกจากต้องหาทางรับมือการส่งออกไปสหรัฐ ที่อาจเผชิญกฎระเบียบที่มากขึ้นแล้ว ยังต้องมองตลาดและกลุ่มการค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะการทำการค้ากับจีนและอาเซียน ซึ่งภูมิภาคเอเชียที่อยู่ไม่ไกลจากไทยนี่เอง น่าจะมีบทบาทมากขึ้นในการค้ายุคใหม่






