หาก “ภูมิรัฐศาสตร์” หรือ geopolitics เป็นหัวใจของแนวทางการเมืองระหว่างประเทศ
ที่ตั้งและจุดยืนของไทยในเวทีสากลก็ควรจะมีความสำคัญในฐานะเป็น “ศูนย์กลาง” ของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ แต่หาก “ที่ตั้ง” ทางภูมิศาสตร์ไม่ถูกเสริมด้วย “วิเทโศบาย” ที่คล่องแคล่ว ทันเหตุการณ์และชาญฉลาด ก็ไม่อาจก่อประโยชน์อย่างแท้จริงให้กับประเทศได้
ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐได้แสดงท่าทีเป็นมิตร กับรัสเซียและจีนในระดับสูงกว่าที่ผ่านมา โดยที่ปรึกษาของโดนัล ทรัมป์ อ้างว่าเป็นเพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดของเขาคือการปรามกลุ่ม IS ในตะวันออกกลางที่อาจจะแพร่กระจายไปทั่วโลก
ทรัมป์หาเสียงด้วยการประกาศจะ “ถล่ม” IS อย่างดุเดือดรุนแรง และพร้อมจะจับมือกับรัสเซียเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้
หลังจากที่ทรัมป์ได้รับการ “บรรยายสรุป” ประจำวันจากหน่วยข่าวกรองในฐานะ “ว่าที่ประธานาธิบดี” เขาจะปรับเปลี่ยนท่าทีต่อรัสเซียในประเด็นนี้หรือไม่ ยังจะต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป
ทรัมป์เคยปราศรัยว่า หากเขาชนะเลือกตั้งจะเรียก “ประชุมสุดยอด” ทั้งประเทศสมาชิก NATO และพันธมิตรในเอเชียเพื่อทบทวนข้อตกลงด้านความมั่นคง และให้ประเทศเหล่านั้น “เพิ่มความรับผิดชอบ” ในการแบ่งปันค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จะให้สหรัฐเป็นคนควักกระเป๋าแต่เพียงฝ่ายเดียว
อเมริกาจะถอนทหารจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หรือไม่? สหรัฐจะลดความเป็น “พี่เบิ้ม” ในด้านความมั่นคงในสองประเทศนี้ รวมไปถึงฐานทัพทางทะเลที่ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์หรือไม่? วอชิงตันจะเลิกเจรจากับเวียดนามและไทยเพื่อใช้ฐานทัพเรือเพื่อกิจกรรมในยามฉุกเฉินหรือไม่?
ประธานาธิบดีทรัมป์จะลดระดับหรือยุติการฝึกทหาร Cobra Gold ร่วมกับพันธมิตรที่ไทยประจำปีหรือไม่ ก็เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ผู้นำใหม่ของสหรัฐ กับคณะบริหารด้านความมั่นคง และต่างประเทศจะต้องนำมาวางบนโต๊ะเพื่อ “ทบทวนท่าทีและนโยบาย” อย่างกว้างขวาง
แน่นอนว่าประธานาธิบดีดูเตอร์เต้ แห่งฟิลิปปินส์ ได้ประกาศแล้วว่าจะให้ทหารสหรัฐถอนกลับบ้านภายในสองปี พร้อมกับขยับตัวเข้าใกล้กับจีนมากขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ที่มะนิลาและปักกิ่งเคยเป็นคู่กรณีกันอย่างชัดแจ้ง
หากทรัมป์ตัดสินใจลดความสำคัญของการมีข้อตกลง การใช้ฐานทัพเรือในเอเชีย เพราะยึดเอาตัวเลขค่าใช้จ่ายเป็นหลัก แน่นอนว่า “สมการแห่งสมดุล” แห่งอำนาจทางทหารของมหาอำนาจในเอเชีย จะปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญขึ้นทันที
เดิมทีเมื่อผู้นำฟิลิปปินส์แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับสหรัฐ และลดข้อผูกพันทางความมั่นคงกับวอชิงตัน นักวิเคราะห์มองเห็น “ช่องว่าง” ที่สหรัฐจะต้องแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกทางความมั่นคงในเอเชียอาคเนย์ทดแทน นั่นย่อมทำให้สหรัฐมองไทยและเวียดนาม เป็นฐานทดแทนเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทาง “ปักหมุดเอเชีย” หรือ Pivot to Asia ของโอบามา
แต่หากทรัมป์ยกเลิกนโยบายเช่นว่านี้ หรือปรับทิศทางทางด้านความมั่นคงต่อเอเชีย ก็ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่า การคงอยู่ทางทหารของสหรัฐในเอเชียจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร
แน่นอนว่าเอาเข้าจริง ๆ ทรัมป์ก็อาจจะไม่เดินหน้าทำตามที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงทั้งหมด เพราะแนวทาง America First กับ Make America Great Again นั้นอาจจะมีความขัดแย้งกันในตัวเอง
หากจะให้อเมริกา “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” ทรัมป์คงต้องหมายรวมถึงนโยบายต่างประเทศ ทั้งในแง่การทูตและความมั่นคง ซึ่งก็ย่อมแปลว่าสหรัฐจะไม่ยอมปล่อยให้จีนหรือรัสเซีย เข้ามามีบทบาทแห่งอำนาจบารมีแทนสหรัฐในจุดสำคัญ ๆ ของโลก
เพราะหากเป็นเช่นนั้น อเมริกาจะ “ยิ่งใหญ่” อย่างที่ทรัมป์ประกาศไม่ได้
หากตีความว่า America First แปลว่านโยบายทุกด้านจะต้องเอาผลประโยชน์ของสหรัฐมาก่อนของประเทศอื่น ๆ ก็ย่อมไม่อาจรักษาพันธมิตรเดิมเอาไว้ได้ทั้งหมด เพราะทั้งจีนและรัสเซียก็กำลังเล่นบท “พี่คนโตที่เข้าใจน้อง” มากกว่าสหรัฐในช่วง 8 ปีภายใต้การนำของโอบามาเช่นกัน
จุดยืนของไทยในภาพของ “ระเบียบโลกใหม่” หรือ New World Order ที่กำลังจะปรากฏขึ้น หากทรัมป์เดินหน้าดำเนินนโยบายตามที่เขาหาเสียง จึงต้องมีความริเริ่มที่คล่องแคล่วปราดเปรียวและแสวงหา “ดุลยภาพอันเหมาะสม” โดยยึดเอาอาเซียนเป็นหลักในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคงทั้งในรูปทวิภาคีและพหุภาคี
ที่ปรึกษาของทรัมป์คนหนึ่งบอกกับนักข่าวที่ถามไถ่ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายต่อเอเชียอย่างไรกันแน่... จะเข้มข้นดุเดือดแบบ “ทุกอย่างต้องอเมริกามาก่อน” หรือเปล่า
คำตอบที่ได้น่าสนใจมาก เขาบอกว่า “ผมบอกนักการทูตทั้งหลายว่าสิ่งที่ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดมาตลอดนั้นท่านเอาจริงเอาจังแน่ แต่ในด้านการนำเอานโนยายเหล่านั้นมาปฏิบัติจริง ๆ นั้นเราก็สามารถยืดหยุ่นได้...”
ทรัมป์จะยืนกรานหรือยืดหยุ่นกับเรามากน้อยเพียงใด ย่อมอยู่ที่เราจะสร้างอำนาจต่อรองและเสนอผลประโยชน์ “วิน-วิน” ต่อเขาอย่างไร...ด้วยวิเทโศบายรู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเท่านั้น






