มานั่งคิดเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างระหว่าง Brexit ที่อังกฤษลงประชามติเมื่อ
ไม่กี่เดือนมานี้ให้ออกจาก EU หันมาดูแลบ้านตัวเอง กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป (General Election) ที่เพิ่งจบสิ้นไปเมื่อวันก่อน ประชาชนออกเสียงให้หันกลับมาสนใจบ้านตัวเองมากกว่าเรื่องนอกบ้าน พบว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ
ที่อังกฤษพวกที่ค้านการแยกตัวจาก EU ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีความเป็นเสรีนิยมสูง (Labor) ในขณะเดียวกัน คนที่สนับสนุนการแยกตัวจาก EU มักเป็นผู้ใหญ่และค่อนข้างจะเป็นอนุรักษ์นิยม (Conservative) เช่นเดียวกับที่สหรัฐ ชาวบ้านนอกเขตเมือง การศึกษาไม่สูง และผู้ใหญ่มักจะเอนเอียงไปในทางอนุรักษ์นิยม (Republican) เช่นกัน ต่างจากคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาและอยู่ในเขตเมืองที่จะเอนไปในด้านเสรีนิยม (Democrat)
เมื่อเริ่มต้น จำนวนฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน แม้มีความใกล้เคียงกันอย่างมาก จนยากที่เห็นความชัดเจนว่าฝ่ายใหนจะชนะ แต่ดูฝ่ายเสรีนิยมที่ไม่ต้องการออกจาก EU ที่อังกฤษ กับฝ่ายเสรีนิยมที่ไม่ต้องการปิดตัวเองแค่ในบ้านที่สหรัฐ ออกจะมีความได้เปรียบเล็กน้อย
เมื่อทั้งสองฝ่ายใกล้ถึงวันลงประชามติหรือเลือกตั้ง จำนวนผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายมีความชัดเจนในประเด็นมากขึ้น ที่อังกฤษนั้นผู้สนับสนุนให้ออกจาก EU เป็นผู้ใหญ่และสูงอายุจำนวนมาก ในขณะที่็เยาวชนคนหนุ่มสาวต้องการให้อยู่กับ EU ต่อไป ในขณะที่ในสหรัฐ คนการศึกษาน้อยและอยู่ห่างไกลเมืองใหญ่ต้องการให้รัฐบาลใหม่มาสนใจบ้านเมืองมากกว่าเรื่องนอกบ้าน ในขณะที่หนุ่มสาวมีการศึกษาสูงต้องการให้เดินหน้าเสรีนิยมและให้ความสำคัญกับนอกประเทศ
จุดแตกหักที่อังกฤษ อยู่ที่ผู้ใหญ่ผู้สูงวัยรวมตัวกันได้เหนียวแน่น มั่นคงที่จะแยกตัวเองจาก EU ในขณะที่คนหนุ่มสาวมีการศึกษาไม่ได้รวมตัวและออกแรงมากพอ เช่นเดียวกับคนอเมริกันที่การศึกษาน้อยและไม่อยู่เมืองใหญ่มีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นเกาะกันมาตลอด ในขณะที่คนหนุ่มสาวมีการศึกษาไม่รวมตัวกันมากพอ รวมทั้งไม่พยายามหาเสียงเพิ่มเติมคะแนนจึงกระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่มก้อนเหมือนอีกฝ่ายหนึ่ง ที่น่าสังเกตุก็คือพวกอนุรักษ์นิยมในอังกฤษก็ดีในสหรัฐก็ดี ไม่ค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะมากนัก พูดง่ายๆก็คือ พวกเขาเป็นกลุ่มพลังเงียบ ที่แท้จริง
สุดท้ายเมื่อถึงวันลงคะแนน ที่อังกฤษ ผู้ใหญ่และคนสูงวัยออกมาใช้สิทธิกันอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่คนหนุ่มสาวกระจัดกระจายกันในการมาใช้สิทธิ เช่นเดียวกับในสหรัฐ คนนอกเมืองมีการศึกษาน้อยยังรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น ในขณะที่คนหนุ่มสาวมีการศึกษากระจัดกระจายและหลงตัวเองว่าจะชนะการเลือกตั้งเพียงเพราะคารมคมคายจากการโต้วาทีหาเสียงระหว่างผู้สมัคร ทำให้เชื่อว่าจะได้รับชัยชนะแน่นอน
ผลก็คือการพ่ายแพ้ของคนหนุ่มสาวที่ไม่มีความมุ่งมั่น พ่ายแพ้ต่อคนผู้ใหญ่ที่เหนียวแน่นเกาะติดและมุ่งมั่นมากกว่า ทั้งที่อังกฤษและที่สหรัฐ
ผลกระทบก็คือคนหนุ่มสาวช็อคจากผลการลงประชามติและการเลือกตั้ง เกิดความหวาดวิตก ออกมาเดินบนท้องถนน ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
ในโลกปัจจุบัน เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากคนยุคเบบี้บูมที่มุ่งมั่น เกาะติด ทำงานหนัก ซึ่งเป็นความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยม มาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฉาบฉวย ฟุ้งเฟ้อ กระจัดกระจาย อยากมีชีวิตอิสระ และให้ความสำคัญในระดับปัจเจกส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ซึ่งเป็นความคิดของนักเสรีนิยม
การต่อสู้ในเชิงความคิดในช่วงสมัยนี้จะยังคงความใกล้เคียงกันอีกระยะหนึ่ง จนกว่าคนรุ่นเก่าหัวอนุรักษ์ค่อยๆจากไปและกลายเป็นเสียงส่วนน้อยอย่างแท้จริง ในขณะที่คนรุ่นใหม่หัวเสรีนิยมจะก้าวเข้ามาแทนที่
การช่วงชิงคะแนนเสียงไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติหรือการเลือกตั้งของทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม จึงอยู่ที่กลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายว่าจะทำอย่างไรให้ได้คะแนนเสียงเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นกอบเป็นกำได้มากกว่ากัน การเฉือนกันแพ้ชนะแบบเฉียดฉิวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติในสถานการณ์เช่นนี้
อยากให้ดูไว้เป็นตัวอย่างสำหรับประเทศไทย
โลกเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน






