นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเริ่มกล่าวถึงนโยบายต่างๆ
ในช่วงหาเสียง เนื่องจากการประกาศนโยบายในช่วงหาเสียง ได้สร้างความวิตกกังวลไปทั่ว ว่าหากดำเนินการจริงจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้นในหลายๆนโยบาย แม้ว่านายทรัมป์ยืนยันจะเดินหน้านโยบายบางด้าน แต่ก็ถือว่ามีท่าทีที่อ่อนลงไปมากในหลายนโยบาย จนทำให้มีการคาดการณ์กันว่าเอาเข้าจริงแล้วนายทรัมป์จะสามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงได้แค่ไหน เพราะหลายนโยบายเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
นโยบายเศรษฐกิจสำคัญของนายทรัมป์ที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง คือ การยกเลิกหรือทบทวนข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ที่สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตี ซึ่งขณะนี้ต้องจับตาว่าจะสามารถทำได้แค่ไหน แต่นโยบายสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมากคือการตอบโต้สินค้าจากจีนด้วยมาตรการทางภาษี เนื่องจากเห็นว่าสินค้าจีนเข้าไปตีตลาดสหรัฐจนกระทบต่อการจ้างงานของชาวอเมริกัน แต่คำถามสำคัญคือนายทรัมป์จะทำได้แค่ไหนในเรื่องการกีดกันสินค้าที่มาจากจีน
เพราะหากดูสินค้าจากจีนที่เข้าไปตีตลาดสหรัฐนั้นมีอยู่มากก็จริง แต่หากรวมสินค้าของธุรกิจสหรัฐในจีนแล้ว ก็จะเห็นว่ามีปริมาณมหาศาลไม่แพ้กัน ดังนั้นประเด็นการตอบโต้ทางการค้ากับจีนจึงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เนื่องจากแทบทุกบริษัทของสหรัฐล้วนแต่มีการลงทุนในจีน ซึ่งหากเกิดความขัดแย้งในเรื่องนโยบายรุนแรงจริง ธุรกิจของสหรัฐในจีนก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับว่าที่ประธานาธิบดีใหม่
ขณะนี้เราได้เห็นหลายนโยบายของนายทรัมป์ เริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเปรียบเทียบกับความดุดันของนโยบายในช่วงหาเสียง และกว่าที่นายทรัมป์จะเริ่มแถลงนโยบายและเข้าบริหารประเทศ ก็มีความเป็นไปได้ว่าหลายๆนโยบายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมานั้นนายทรัมป์เผชิญกับกระแสการต่อต้าน ทั้งจากคนอเมริกันและประชาคมโลก ที่เห็นว่าหากนายทรัมป์ทำจริงจะได้รับผลกระทบอย่างมากและเห็นว่าเป็นนโยบายที่ล้าสมัย
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเรื่องความชัดเจนของนโยบาย ซึ่งเราเชื่อว่าข่าวเกี่ยวกับนโยบายของนายทรัมป์ที่จะประกาศออกมานั้นในแต่ละวันนับจากนี้ไป จนถึงวันที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี จะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินตลาดทุนเป็นระยะ เนื่องจากขณะนี้แม้บรรดานักวิเคราะห์และมีความเชี่ยวชาญเพียงไรก็ยังไม่อาจประเมินทิศทางของนโยบายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นปัจจัยสร้างความผันผวนให้เกิดขึ้น
จากท่าทีของนายทรัมป์เพียงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้ง เราได้เห็นการปรับเปลี่ยนหรือลดความดุเดือดแบบสุดขั้วของนโยบายบางอย่าง ซึ่งไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆแล้ว นโยบายอาจแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แม้ว่านายทรัมป์อาจจะพยายามชี้ให้เห็นว่าเขาดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ซึ่งหากดูประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันในอดีต ที่มีนโยบายอนุรักษนิยม เราก็ไม่เห็นความต่างมากนักในนโยบายสำคัญต่อภูมิศาสตร์การเมืองโลก
ยิ่งกว่านั้นหากดูท่าทีของนายทรัมป์ต่อประเด็นประท้วงของชาวอเมริกันในช่วงที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่าเขามีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีปัจจัยอีกมากที่ส่งผลต่อนโยบายของนายทรัมป์เอง เราเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วนโยบายต่างประเทศในเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองโลกก็ไม่ต่างจากเดิม กล่าวคือ อเมริกาสนับสนุนระบบทุนนิยมเสรีและมีจุดยืน ในเรื่องต้องการเห็นประชาธิปไตยในดินแดนต่างๆทั่วโลก เพราะเป็นจุดยืนของสหรัฐที่มีมานานและยากที่จะเปลี่ยนได้โดยง่าย






