อีกครั้ง ที่นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักต้องหักปากกากับผลเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ตอนนี้ นอกจากนั่งหารายละเอียดนโยบายที่แท้จริงและจะทำได้
จริงของรัฐบาลชุดใหม่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจถัดไปคงไม่พ้นเก้าอี้ประธานธนาคารกลางและท่าทีของเฟดในการประชุมกลางเดือนธันวาคมนี้ ก่อนหน้านี้ ผลสำรวจนักลงทุนที่สะท้อนจากตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Fund Futures) ฟันธงว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ หลังผลเลือกตั้งกับความชุลมุนว่านโยบายการใช้จ่ายของรัฐฯ ที่บอกว่าจะใช้เงินจำนวนมาก แล้วจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริงหรือ ปัจจัยแรกจะทำให้ดอกเบี้ยขึ้น แต่ปัจจัยหลังจะกดดอกเบี้ยให้ต่ำต่อไป
ลองหลีกเลี่ยงการคาดการณ์สั้นๆ มาเจาะภาพรวมว่า ดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำ อนาคตจะช้าหรือเร็วคงต้องขึ้น ประเด็นนี้สร้างความกังวลต่อสถานะการเงินทั้งของรัฐบาลและเอกชนสหรัฐฯ เพราะภาระการจ่ายดอกเบี้ยจะสูงขึ้น จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2559 สหรัฐฯ มีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะมีเสียงค้านว่า ถ้าดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ตอนนี้อยู่ที่ 77% ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ 106% ในปี 2489 แต่หนี้สูงจะเป็นปัญหาเรื้อรัง เพราะภาระหนี้ท่วมหมายถึงการเบิกจ่ายของรัฐฯ ที่จะใช้ไปต่อยอดเศรษฐกิจจะลดลง ทั้งการลงทุนด้านวิจัยพัฒนา การศึกษา หรือสาธารณสุข ทำให้กิจกรรมทางธุรกิจโดยรวมชะลอลง และลุกลามเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ ไม่นานมานี้ สหรัฐฯ ก็เผชิญกับข้อจำกัดด้านเพดานหนี้มาแล้วในปี 2554 แต่จบด้วยการเพิ่มเพดานหนี้ขึ้น 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รอดพ้นวิกฤติผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างหวุดหวิด
อย่างไรก็ดี วันนี้สหรัฐฯ น่าจะมีศักยภาพจัดการกับปัญหาหนี้สูงได้ดีกว่าอดีต เพราะ
หนี้จะสร้างปัญหา ถ้าดอกเบี้ยกระชากขึ้นเร็วและแรง แต่เศรษฐกิจโตไม่ทัน ปัจจุบัน ดอกเบี้ยขาขึ้นของเฟดมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว รวมถึงเงินเฟ้อที่เริ่มขยับขึ้น ดังนั้นหนี้และ GDP สหรัฐฯ น่าจะเติบโตควบคู่กัน
ความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะเป็นไปแบบช้าๆ ตามคำพูดยอดฮิตของตลาดว่า “Lower for Longer” ดังนั้น หนี้ก็จะขึ้นอย่างช้าๆ นอกจากนี้ พันธบัตรสหรัฐฯ ล็อคดอกเบี้ยคงที่ที่ต่ำมากเอาไว้แล้ว เฉลี่ยอยู่ที่ 2.19% เท่านั้น
ดุลงบประมาณมีเสถียรภาพขึ้น ที่เคยขาดดุลสูงถึง 10.1% ณ สิ้นปี 2552 ก็ลดลงมาที่ 3.2% ในไตรมาส 3 ของปีนี้ แม้รัฐบาลใหม่จะมีโครงการมากมาย แต่คาดว่าจะไม่ทำให้ขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขคาดการณ์งบประมาณขาดดุลของสหรัฐฯ ใน 2–3 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 3%
สัดส่วนสินทรัพย์ของรัฐบาลคิดเป็น 10 เท่าของหนี้สินทั้งหมด หากภาระหนี้เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจและรัฐบาลไม่มีเงินมาชำระหนี้ สหรัฐฯ สามารถขายสินทรัพย์มาชำระหนี้ได้ ซึ่งที่จริง ไม่ต้องมองไกลถึงการขายสินทรัพย์ เพราะรัฐบาลสามารถหาทางออกอื่น เช่น ขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ ดังนั้น โอกาสผิดนัดชำระหนี้ถือว่าน้อยมาก
ในระยะใกล้ ความกังวลเรื่องหนี้สูงของสหรัฐฯ จะปกคลุมตลาด แต่น่าจะค่อยๆ คลี่คลาย สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน คือ อย่าตกใจ ยึดเป้าหมายให้ชัดเจน และอย่าลืมจัดพอร์ต โดยลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ หลายๆ ภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยง
ระดับหนี้ภาครัฐฯที่สูงของสหรัฐฯสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น






