ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน
ในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ สร้างความช็อกไปทั่วโลก เพราะพลิกความคาดหมายก่อนหน้านี้ ว่าคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นนักการเมืองมากประสบการณ์อย่างนางฮิลลารี คลินตัน จะคว้าชัยไปอย่างง่ายดาย และบริหารประเทศไปตามแนวทางเดิม กับรัฐบาลชุดปัจจุบันของสหรัฐ สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้หุ้นทั่วโลกดำดิ่ง เพราะตื่นตระหนกกับผลลัพธ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย อย่างไรก็ตาม หุ้นทั่วโลกกลับดีดตัวพุ่งสูงขึ้นได้ในวันต่อมา หลังจากพิจารณาแล้วว่าความไม่แน่นอนได้สิ้นสุดลงแล้ว ประกอบกับมองว่าการเข้าสู่ทำเนียบขาวของนายทรัมป์ น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะมีแนวนโยบายที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่อเมริกาอีกครั้ง ทั้งในส่วนของการลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน การสร้างงาน และอื่นๆ
ในประเด็นของการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดหมายว่าจะมีโอกาสสูงของการปรับขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม กำลังตกเป็นเครื่องหมายคำถาม เพราะมีกระแสวิตกว่าความปั่นป่วนในตลาดอาจทำให้ต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไป แต่หากพิจารณาจริงๆ แล้วสิ่งที่เฟดนำมาใช้ประกอบการพิจารณาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คือตัวเลขเศรษฐกิจซึ่งสะท้อนภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งตลาดหุ้นยังฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว อันทำให้มีการคาดหมายว่าแนวโน้มของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า จะยังเหมือนเดิม
สิ่งที่สร้างความวิตกให้แก่หลายประเทศ น่าจะเป็นการที่ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศไว้ระหว่างการหาเสียงว่าจะหยิบข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟตา ที่ประกอบด้วยสหรัฐ แคนาดา เม็กซิโก ขึ้นมาเจรจาใหม่เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมสำหรับคนงานอเมริกัน รวมถึงจะถอนตัวออกจากความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทีพีพี อีกทั้งยังจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากบางประเทศ รวมถึงจัดการกับจีนที่ถูกมองว่ากำหนดค่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินจริงเพื่อเอื้อต่อการส่งออก ซึ่งวาทะเหล่านี้สร้างความวิตกให้แก่ผู้กำหนดนโยบายและธุรกิจในหลายภาคส่วน ในท่ามกลางกระแสการค้าในปัจจุบัน ที่มีการค้าขายระหว่างกันในปริมาณมากตามแนวทางโลกาภิวัตน์
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว คงต้องรอดูกันว่าเมื่อเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม ปีหน้า ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ จะจัดวางแนวทางบริหารประเทศและแนวนโยบายการค้า การต่างประเทศอย่างไรบ้าง เพราะการรื้อข้อตกลงการค้าเสรีอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ส่วนการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากบางประเทศ ก็อาจส่งผลกระทบไปถึงผู้บริโภคอเมริกันเองในที่สุด ในแง่ที่ทำให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับซื้อสินค้า ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลพวงต่อเนื่องไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐด้วย อันจะไม่เป็นผลดีต่ออเมริกาเอง
ในช่วงที่นโยบายต่างๆ ยังไม่ถูกจัดวางอย่างแน่นอนนั้น ในส่วนของไทยก็ควรพัฒนาตัวเองให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และมีความพร้อมมากขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงจัดวางแนวทางและหาลู่ทางต่างๆ ในการทำการค้า เพื่อให้ประเทศอยู่ในสภาพพร้อมที่สุดในการรับมือทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในโลก






