วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาหมูสหรัฐฯตกต่ำ...ฤาหมูไทยจะเดินตาม?

เห็นตัวเลขราคาสุกรมีชีวิตของผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาย้อนหลังไป

10 ปีแล้ว ต้องยอมรับว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลง และมีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาจึงได้เห็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการหาตลาดส่งออกเนื้อหมูไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเอเชียที่สหรัฐฯใช้ข้อตกลง TPP เป็นยาหอมเข้าหาหลายๆประเทศ 

ขณะที่กราฟแสดงราคาสุกรมีชีวิตของประเทศจีนกลับสวนทาง จีนเป็นตลาดผู้บริโภคเนื้อหมูขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มีความต้องการบริโภคเนื้อหมูในแต่ละปีสูงถึง 35 กก./คน/ ปี (ของไทยเพียง 14 กก./คน/ปี) คูณจำนวนประชากร 1,367 ล้านคน จะพบว่าเป็นตลาดขนาดมหึมาทีเดียว ด้วยประชากรจีนนิยมรับประทานเนื้อหมูมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแต่ผลผลิตสุกรของจีนกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมายเกิดความเสียหายจากโรคระบาดค่อนข้างมาก เป็นเหตุให้ปริมาณเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการ ระดับราคาจากกราฟจึงเห็นได้ชัดว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวทางแก้ปัญหาของประเทศจีน ก็คือต้องนำเข้าหมูจากต่างประเทศ สิ่งที่ตามมาเมื่อระดับราคาหมูสูงขึ้นมากก็คือการลักลอบนำหมูจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปเช่นเวียดนาม ซึ่งมีพรมแดนติดกัน 

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ประชุมร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์คาดการณ์ปริมาณการผลิตสุกรขุนปี 2559 เป็น 17.70 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 4.40 โดยมีปัจจัยที่ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นคือปัจจัยด้านราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มที่เพิ่มสูงขึ้น จูงใจให้ผู้เลี้ยงมีการขยายปริมาณการผลิต

สำหรับรายงานภาวะราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยปี 2558 เป็นกิโลกรัมละ 68.00 บาท และมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในปี 2559 โดยราคาเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปี 2559 (มกราคม – มิถุนายน) อยู่ที่กิโลกรัมละ 71.31 บาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.70 แต่ก็มีแนวโน้มคงที่และเริ่มลดลง โดยราคา ณ พ.ย.59 อยู่ที่ 60 บาท เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาหมูไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยซึ่งอาจทำกำไรไม่ได้แล้วในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาย้อนกลับไปตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2556-2559) พบว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร สามารถทำกำไรให้เกษตรกรหรือผู้เลี้ยงได้ยาวถึง 4 ปีติดต่อกัน และ ณ ปัจจุบันก็ยังคงทำกำไรได้ ซึ่งนับว่ายาวนานกว่าวัฏจักรปกติที่มักจะกำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี การทำกำไรนี่เองที่เสมือนเป็น “กับดัก” จูงใจให้ผู้เลี้ยงแทบทุกราย ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายกลาง หรือรายใหญ่ต่างก็ขยายการเลี้ยง วงจรของราคาสุกรขุนขึ้นๆลงๆ แบบนี้เป็นภาวะปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุกๆ ประเทศ และเป็นปกติของสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดไม่มีข้อยกเว้นซึ่งหากไม่มีการร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์ที่ดีพอ ก็อาจนำไปสู่ปริมาณผลผลิตที่ล้นตลาด และราคาตกต่ำไปกว่าที่เห็นได้

คนเลี้ยงหมูเรียนรู้และคุ้นเคยกับวัฎจักรราคาหมูอยู่แล้ว ควรต้องยอมรับธรรมชาติของกลไกราคาหมูว่ามีขึ้นมีลงได้และในช่วงนี้ถือเป็นภาวะคืนกำไรให้ผู้บริโภค ขณะที่การแก้ไขปัญหาปริมาณผลผลิตหมูเพื่อเข้าสู่ความสมดุลน่าจะเป็นทางออกที่ดี

เหนือสิ่งอื่นใด...คนในอุตสาหกรรมควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมมือแก้ไขมิใช่มุ่งแต่จะเรียกร้องกล่าวโทษใคร น่าจะเป็นสิ่งสร้างสรรค์และนำไปสู่ความยั่งยืนของคนเลี้ยงหมูได้มากกว่า

 ----------------------

ดร.กานต์ สุขสุแพทย์