วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้าว ชาวนา รัฐ และโลก (จบ)

ตังที่กล่าวในบทความอาทิตย์ที่แล้วว่าหากจะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวในปัจจุบัน

จำเป็นต้องมองเชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงห้าหกทศวรรษที่ผ่านมา เพราะการขยายตัวของการปลูกข้าวที่ส่งผลให้เกินความต้องการของตลาดนั้นเกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล และทุกรัฐบาลก็ได้ใช้มาตราการสร้าง“ความต้องการเทียม” เกือบทุกปีที่ราคาตกต่ำ เพื่อทำให้ราคาไม่ต่ำเกินไปมากนัก

นโยบายการส่งเสริมการปลูกข้าวและมาตรการชั่วคราวในการรักษาระดับราคาเช่นนี้ทำให้การเพาะปลูกข้าวของชาวนาไม่ต้องแบกรับคสามเสี่ยงด้วยตนเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันในช่วงยี่สิบปีหลังนี้รายได้จากไร่นาจะเป็นส่วนที่สำคัญน้อยลงมาก จึงทำให้ชาวนาที่มีรายได้หลักจากการทำงานนอกภาคเกษตรกรรมจำนวนไม่น้อยยังคงปลูกข้าวต่อเนื่องต่อมา

นโยบายการส่งเสริมการปลูกข้าวและมาตรการชั่วคราวในการรักษาระดับราคาจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการขยายตัวการผลิตของชาวนาดังนั้นปัญหาราคาข้าวตกต่ำซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีก็จะทำให้เกิดการสร้าง”ความต้องการเทียม”อย่างต่อเนื่องต่อไปอีกนานและเราก็ต้องมาถกเถียงในเรื่องนี้กันอีกต่อไป รวมทั้งทำให้นักการเมือง “ฉวยโอกาส” สามารเล่นกลเพื่อแลกกับใจและคะแนนเสียงของชาวนา

ทางเลือกและทางออกในการแก้ปัญหานี้ควรจะมีอย่างไรบ้างนอกเหนือจากมาตราการเดิมที่ทำกันมา

หากพิจารณาจากความต้องการข้าวในตลาดโลกซึ่งเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นน้อยมากในขณะที่การเพาะปลูกข้าวในประเทศต่างๆกลับขยายตัวดังนั้นหากจะคิดถึงทางออกสำหรับสังคมไทยคงจะเป็นไปได้ประมาณนี้ครับ

ประการแรก ขอให้คนไทยใจร้ายมากขึ้นด้วยการภาวนาให้ประเทศต่างๆที่ส่งข้าวขายแข่งกับเราประสบภัยพิบัติน้ำท่วมฝนแล้งจนปลูกข้าวได้ผลน้อยๆ ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวบ้านเราดีขึ้นในปีนั้น(ใจร้ายจังเลยนะครับวิธีนี้)

ประการที่สอง จำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกข้าวให้ได้มากขึ้น วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องอาศัยมือของผู้เชี่ยวชาญในการค้าข้าวส่งออกโดยที่รัฐบาลอาจจะเปลี่ยนแนวทางจากการอุดหนุนหรือสร้างความต้องการเทียมในตลาดโดยหันมาใช้เงินจำนวนเดียวกันนี้ (อาจจะน้อยกว่า) ให้แก่ผู้ส่งออกที่สามารถส่งออกข้าวประเภทที่ล้นตลาดเดิมไปสู่ตลาดใหม่ซึ่งวิธีนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ส่งออกแต่แนวทางนี้กล้บจะส่งผลให้พยุงความเดือดร้อนให้แก่ชาวนาที่มีผลผลิตเหลือในหนึ่งช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับการสนับสนุนผู้ส่งออกเช่นนี้นอกจากจะสามารถดึงราคาให้สูงขึ้นได้แล้ว ในด้านหนึ่งก็น่าจะเป็นทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา เพราะว่าช่วงที่ใช้นโยบายการจำนำข้าวทุกเมล็ด ผู้ส่งออกข้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถหาข้าวในประเทศส่งออกตามออร์เดอร์ได้เพียงพอ ทำให้พวกเขาได้ลงทุนสนับสนุนการปลูกข้าวพันธุ์ดีหรือข้าวหอมในเวียดนาม. ซึ่งทำให้การส่งออกข้าวคุณภาพดีของเวียดนามในปีที่ผ่านมาทวีสูงขึ้น การใช้มาตรการอันนี้จะทำให้ผู้ส่งออกหันกลับมาสู่การเน้นการซื้อขายข้าวในประเทศไทยเพื่อส่งออกแทนที่จะสนับสนุนเวียดนาม

ประการที่สาม การสร้างความหลากหลายของพันธุ์ข้าวที่ใช้ในแต่ละฤดูกาล เพื่อทำให้เกิดการกระจายและสร้างความแตกต่างของตลาดให้สลับซับซ้อนมากขึ้นเช่น ทำให้เกิดการขยายตัวของการปลูกข้าวปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี หรือการส่งเสริมพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นที่มีคุณสมบัติพิเศษ กระบวนการสร้างความหลากหลายนี้อาจจะไม่ง่ายนักเพราะในปัจจุบันนี้เองแม้ว่ามีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งจะพยายามสร้าง “ตลาดเฉพาะราคาสูง” และเริ่มมีกระแสความนิยมข้าวพิเศษเหล่านี้ แต่จำนวนข้าวที่ผลิตได้ก็ยังคงอยู่แค่หลักแสนตันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นทางที่จะสร้างแรงจูงใจทางด้านราคาที่จะทำให้ชาวนาผันตัวเองจากการปลูกข้าวราคาถูกคุณภาพต่ำที่ใช้ช่วงเวลาเพาะปลูกสั้นมาสู่การเป็นชาวนาแบบช่างฝีมือที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสู่การปลูกข้าวพันธุ์พิเศษอันมีราคาสูงกว่า (ชาวนาญี่ปุ่นสามารถทำได้ในช่วงทศวรรษ 1970)

การสร้างความหลากหลายของพันธุ์ข้าวเพื่อที่จะนำไปปลูกขายในตลาดราคาสูงนี้ จำเป็นที่จะต้องพึ่งหน่วยงานราชการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่จะเสาะแสวงหาและพัฒนาพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นขึ้นมาพร้อมกันนั้น

รัฐและรัฐท้องถิ่นจำเป็นจะต้องจัดสรรงบประมาณให้แก่การปรับตัวของชาวนาให้เข้าสู่ตลาดเฉพาะที่มีราคาสูงนี้อย่างน้อยในช่วงแรก

ประการที่สี่ ต้องสร้างอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าข้าวเพื่อตอบสนองแก่ตลาดภายในและตลาดภายนอกให้มากขึ้น ในปัจจุบัน การแปรรูปสินค้าข้าวได้เริ่มขึ้นในระดับหนึ่ง มูลค่าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30,000 กว่าล้านบาทซึ่งโดยศักยภาพแล้วเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้

จำเป็นต้องคิดถึงการแปรรูปข้าวนี้ให้เพิ่มช่องทางมากกว่าการแปรรูปข้าวเป็นสินค้าแป้ง ซึ่งแม้ว่าจะสามารถส่งออกไปสู่กระบวนการผลิตในประเทศอื่นเช่นญี่ปุ่น คงจำเป็นต้องคิดถึงการทำให้เกิดการแปรรูปสินค้าข้าวเพื่อตอบสนองตลาดภายในประเทศให้ได้กว้างขวางและหลากหลายกว่านี้ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงแรกเช่นตลาดเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากข้าวเป็นต้น เพราะว่าอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าข้าวนี้นอกจากจะเป็นอนาคตของการจัดการผลผลิตข้าวแล้ว ยังจะส่งผลถึงการจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้นอีกโสดหนึ่งด้วย

การแก้ปัญหาเรื่องข้าวจึงต้องคิดไปให้พ้นจากการสร้าง“ความต้องการเทียม” แบบที่ทำกันมา ไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะพบปัญหานี้ต่อไปทุกปีและเชื่อได้ว่าจะรุนแรงมากขึ้นด้วยครับ