วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้าว ชาวนา รัฐ และโลก (1)

ผมประทับใจกับบทความสามบทที่เกี่ยวกับราคาข้าวและชาวนาในประชาไท เรื่อง “ว่าด้วยชาวนากับราคาข้าว :

 จะเอายังไงดี (1) และ ( 2)” ของคุณชาวนา ไก่ กา และบทความเรื่อง “ราคาข้าวและชาวนา กับเสียงที่ไม่มีคนได้ยิน” ของคุณมัจฉา พรอินทร์ เพราะทั้งสามบทความได้ทำให้รู้สึกถึงความรู้สึกของพี่น้องลูกหลานชาวนาได้อย่างลึกซึ้ง (แนะนำให้อ่านครับ) จึงอยากจะขอแลกเปลี่ยนบางประเด็นในที่นี้

เนื่องจากไทยส่งข้าวออกประมาณหนึ่งในสามของผลผลิต ราคาข้าวในประเทศจึงสัมพันธ์อยู่กับราคาข้าวในตลาดต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตลาดข้าวต่างประเทศเป็นตลาดเปราะบาง (โปรดอ่านบทความเรื่อง ความล้มเหลวของการจำนำข้าวทุกเม็ด:การสร้าง “ความต้องการเทียม” ในตลาดเปราะบาง, ประชาไท 4 พ.ย.2555)

ที่สำคัญ ตลาดข้าวของโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กล่าวคือ หลังจากทศวรรษ 1990 กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในเอเชียที่ล่มสลายและหันกลับมาเดินทางสายเสรีนิยม ได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเริ่มจะสะสมทุนเบื้องต้นจากการผลิตเกษตรเพื่อขาย โดยเฉพาะข้าว ได้ทำให้ตลาดข้าวของโลกตกในสภาวะ “ตลาดเปราะบาง” (thin market) มากขึ้น

“ตลาดเปราะบาง” เห็นได้ชัดเจนจากขนาดของตลาดและผู้ผลิตสินค้าป้อนตลาด เท่าที่ผ่านมาตลาดข้าวของโลกมีความต้องการที่ไม่เพิ่มมากนัก ตลาดจึงจะผันแปรอย่างรวดเร็วในกรณีที่ทีการผลิตข้าวเพื่อส่งออกเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น เดิม เวียดนามไม่เคยส่งออกข้าว แต่เมื่อเวียดนามตัดสินใจส่งออกข้าวแม้ว่าปริมาณอาจจะไม่มากนัก เช่น ปีละหนึ่ง-สองล้านตัน ก็จะส่งผลให้ตลาดที่มีขนาดคงที่นั้นกระทบกระเทือนทางด้านราคาทันที

ปีนี้ ประเทศอินเดียมีผลผลิตเกินกว่าบริโภคในประเทศประมาณสองเปอร์เซ็นต์จึงส่งออกส่วนเกินนี้ ทำให้กลายเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งแทนประเทศไทย ส่วนเกินที่อินเดียส่งออกนี้ได้เขย่าราคาข้าวในตลาดโลกและส่งผลต่อราคาในประเทศไทยทันที

ขณะที่ความเปราะบางของตลาดโลกมีเพิ่มขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในการผลิตของชาวนาไทยกลับทำให้การลงทุนปลูกข้าวแพงมากขึ้น ในพื้นที่ “ชนบท” ทั่วไปของสังคมไทย ทั้งชาวนารวยที่ทำการปลูกข้าวในพื้นที่ที่กว้างขวางแล้ว และชาวนาบางเวลา (part-time farmer) ที่เดิมจะใช้เวลาทำงานนอกภาคเกษตรกรรมมากกว่าในภาคเกษตรกรรม ก็ได้หันกลับเข้ามาสู่การลงทุนในการปลูกข้าวมากขึ้น ชาวนาบางเวลาที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ผันตัวเองออกไปประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็กในเขตเมืองได้ใช้เงินจากนอกภาคการเกษตรมาสู่การทำ “ธุรกิจปลูกข้าว” มากขึ้นในปีนี้

กล่าวได้ว่า ชาวนาทั้งหมดได้ใช้ระบบการจ้างแรงงานและเครื่องจักรในทุกขั้นตอนของการปลูกข้าว ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งในอีกด้านหนึ่งของการจ้างแรงงานก็ทำให้เกิดความสะดวกสะบายมากขึ้นในการทำนาจึงทำให้ชาวชนบทที่ผันตัวเองเข้าไปหาเงินสดในเมืองสามารถที่จะขยายหรือเพิ่มการเพาะปลูกได้โดยไม่ยากนักเพราะไม่ต้องกลับมาทำนาเอง ดังในบทความของคุณชาวนา ไก่กา เขียนในในวงเล็บของเธอว่า (ชาวนาไทย ขยันและปลูกข้าวเก่งจริงๆ) เพราะสามารถทำนาได้ในทุกที่ที่มีคลื่นโทรศัพท์

ผมสอบถามจากเพื่อนที่คลุกคลีอยู่กับชาวนาและการปลูกข้าว (อาจารย์ประภาส ปิ่นตกแต่ง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฃ) ได้ความว่าการขยายการเพาะปลูกอย่างเข้มข้นในสองสามทศวรรษที่ผ่านมาโดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำชลประทานภาคกลางเป็นการปลูกข้าวคุณภาพต่ำเพื่อขายให้แก่อุตสาหกรรมแป้งในหลายประเทศ

การขยายการเพาะปลูกที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการใช้พื้นที่อย่างเข้มข้นและการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากขึ้นได้ทำให้ผลผลิตข้าวคุณภาพต่ำมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นมาก กล่าวกันว่าว่าหากชาวนาคนใดทำนาได้ผลผลิตต่ำกว่าแปดร้อยกิโลกรัมต่อไร่ จะถูกดูถูกจากเพื่อนชาวนาว่าทำนาไม่เป็น ที่สำคัญ ยังสามารถปลูกได้ถึงปีละสามรอบซึ่งเท่ากับมีรายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในช่วงที่ยังขายข้าวไปต่างประเทศเพื่อทำอุตสาหกรรมแป้งได้ ก็ยิ่งทำให้ชาวนามีรายได้ดีมากขึ้น

การขยายตัวของการปลูกข้าวเพื่อขายในตลาดโลกเพิ่มขึ้นตลอดมาเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะเก็บภาษี “พรีเมี่ยม" จากผู้ส่งออกข้าวแล้วนำมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงสนับสนุนส่งเสริมชาวนาตลอดมา เพราะหวังเอารายได้จากภาษีนี้มาใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะเห็นได้ว่าในช่วงทศวรรษ 2500 รายได้จากการเก็บภาษีส่งออกข้าวนั้นสูงถึงประมาณร้อยละยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้รัฐบาลทีเดียว

ไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมชาวนาไทยขึงขยันและเก่งในเรื่องปลูกข้าว ก็เพราะรัฐไทยที่ผ่านมาได้สนับสนุนให้ชาวนาปลูกข้าวเพื่อส่งออก ที่สำคัญ ในปีที่ราคาตกต่ำ รัฐก็จะใช้นโยบายการ“ความต้องการเทียม” ( pseudo demand)โดยใช้เงินงบประมาณมาซื้อข้าวจำนวนหนึ่งไปเก็บเอาไว้เพื่อให้จำนวนข้าวในตลาดมีน้อยลงและดึงราคาขึ้นมาได้ กล่าวได้ว่า รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้เริ่มทำให้นโยบายการสร้าง“ความต้องการเทียม”เป็นระบบและกลายเป็นแนวทางหลักในการรักษาระดับราคาข้าวมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อขายไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเรื่องราคาในตลาดโลกเพียงลำพัง หากแต่ต้องแลกกับการถูกกดราคาจากผู้ส่งออกด้วยเงื่อนไขของการเก็บภาษีพรีเมี่ยมข้าว

นโยบายเก็บภาษีพรีเมี่ยมข้าวกับการสร้าง“ความต้องการเทียม” ในตลาดจึงเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ชาวนาต้องเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ภาษีพรีเมี่ยมข้าวทำให้ข้าวถูกกดราคา ทางออกของชาวนา ก็คือ ต้องเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นเพื่อจะทำให้พอจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อใดที่ผลผลิตมากขึ้นเกิดความต้องการของตลาด ก็จะกดดันให้รัฐสร้าง “ความต้องการเทียม” ซึ่งก็คือ การให้รัฐเข้ามาช่วยแบกรับภาระความเสี่ยงด้านราคาไปจากบ่าชาวนาได้ในระดับหนึ่ง

กระบวนการที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันนี้จึงส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการปลูกข้าวคุณภาพต่ำ อายุเพียงเก้าสิบวันขยายตัวอย่างกว้างขวาง และส่งผลให้ข้าวคุณภาพต่ำมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นมาจนถึงวันนี้ ในปัจจุบัน แม้ว่าภาษีพรีเมี่ยมข้าวจะเก็บเท่ากับศูนย์ไปแล้ว แต่การสร้าง “ความต้องการเทียม” ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งทำให้การคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาชาวนาไปไม่พ้นจากวังวนเดิม

ขอต่อคราวหน้านะครับ