วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ช่วยชาวนา ต้องเป็นระบบ

ราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาทุกข์ทน ขายข้าวราคากิโลกรัมละ 5 บาท

 จนมีชาวนาบางกลุ่ม บางคนหาหนทางช่วยเหลือ ลดความลำบากของตัวเองด้วยการสีข้าวเปลือก ให้เป็นข้าวสาร นำไปบรรจุถุงขายเอง จะขายข้างทาง หรือขายผ่านโซเชียล มีเดียต่างๆ ก็ตาม ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของแต่ละคน แต่ละกลุ่มที่เหมาะควรแก่ยุคสมัย แต่คงไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะการค้าขายเช่นนี้ถือเป็นการค้าย่อยๆ บรรเทาปัญหาเบื้องต้น ถือเป็นการดิ้นรนที่ดี แต่ไม่จบปัญหาลงได้ เพราะการค้าข้าวไม่ได้เพื่อการบริโภคในประเทศเท่านั้น สัดส่วนการบริโภคข้าวในประเทศ กับการส่งออกนั้นมีระดับใกล้เคียงกัน 50:50 ซึ่งการส่งออกนั้น เป็นกระบวนการขนาดใหญ่ ประมูลซื้อขายกันนับแสนๆ ตัน

ขณะที่ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ประเมินสถานการณ์ราคาข้าว หลังจากราคาตกต่ำในรอบหลายปี เนื่องจากผลผลิตข้าวโลกปีนี้ ขยายตัวสูงขึ้น 2.4% ปริมาณสต็อกข้าวโลกสูงขึ้น 4.3% แต่การบริโภคลดลง 1.5% ทำให้ราคาข้าวถูกกดดันจนราคาลดลง แม้กระทั่งข้าวหอมมะลิที่เป็นข้าวคุณภาพ ซึ่งเคยทำราคาได้สูง ไม่เคยต่ำกว่าเกวียนละ (ตันละ) 1 หมื่นบาท ก็ได้เห็นราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาทแล้ว

แม้แนวโน้มของข้าวหอมมะลิในตลาดโลกยังมีสัญญาณดี ความต้องการจากลูกค้ายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ท่ามกลางความต้องการสูงก็พบว่าผลผลิตจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยลดลง เพราะการแข่งขันด้านราคาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวราคาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หรือเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ผู้เชี่ยวชาญในตลาดข้าวโลก ยังมองว่า ภาพรวมตลาดส่งออกปีนี้มองว่าจะส่งออกในปริมาณที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการส่งออกแข่งขันราคาได้ จากต้นทุนราคาข้าวที่ลดต่ำมาก แต่ภาพรวมในเชิงรายได้อาจไม่เติบโต

ข้าวหอมมะลิ ที่เริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนต.ค. คิดเป็นประมาณ 10% ของผลผลิตทั้งหมด และเดือนพ.ย.จะออกสู่ตลาด 80% ที่เหลือจะออกช่วงเดือน ธ.ค. รวมปริมาณ 10 ล้านตันข้าวเปลือก แต่ช่วงที่เกษตรกรกำลังเก็บเกี่ยว มีปริมาณฝน ทำให้ความชื้นข้าวของเกษตรกรสูงที่ 30% จากความชื้นปกติที่ 15% จึงทำให้ราคาข้าวหอมมะลิของเกษตรกรปรับตัวลดลงอย่างมาก เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แต่หากเกษตรกรที่มีกำลังทรัพย์ และพื้นที่ยุ้งฉางเก็บข้าว อบ หรือตากให้แห้งก่อน ราคาก็จะดีขึ้น แต่ชาวนาส่วนใหญ่มักไม่มีกำลังพอ ที่จะดำเนินการเช่นนั้นได้ เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จก็ต้องรีบขายให้โรงสีไป จำเป็นต้องรับสภาพความชื้น และราคา

เก็บเกี่ยวเสร็จ อาจมีชาวนาบางรายที่ต่อรองราคากับโรงสี ไปขายให้โรงสีหนึ่ง ไม่ได้ราคาที่ต้องการ โกยข้าวกลับบ้าน แล้วไปตระเวนหาโรงสีอีกแห่งที่ให้ราคาดีกว่า แต่ก็ไม่คุ้มต้นทุนค่าจ้างรถขนส่งหลายรอบ ดังนั้น ชาวนาส่วนใหญ่จึงตัดปัญหา เก็บเกี่ยวเสร็จก็ขายออกไป รับเงินมา ยอมขาดทุนไป

ชาวนาหลายๆ คน ยังทนทำนา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เพราะต้องการสืบสานมรดกของปู่ย่าตาทวด ซึ่งหากรัฐมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นระบบ กำหนดหลักเกณฑ์ความช่วยเหลืออย่างแน่ชัด ช่วยเรื่องใดบ้าง ไม่ช่วยเรื่องใด และช่วยในปริมาณเท่าไร ชาวนาที่จะทำนาก็จะได้คิดว่า จะทำนาต่อไป หรือหาช่องทางทำกินอื่นๆ มนุษย์ทุกคนมีระบบคิด และความสามารถประเมินศักยภาพของตัวเองอยู่พอสมควร หากมีเกณฑ์ชัด จะช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น ต่อไปอาจจะไม่ได้เห็นชาวนาร้องเรียน หรือเรียกร้องความช่วยเหลืออีกแล้วก็ได้