โมกษะ

โมกษะ

ในพุทธประวัติกล่าวว่า เจ้าชายสิทธัตถะศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการจากสำนักครูวิศวามิตร ศาสตร์หนึ่งในนั้นคือ

 โชยฺติ (Jyotish)” หรือการดูดาวและทำนายดวงชะตา ซึ่งก็คือโหราศาสตร์นั่นเอง

นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของกษัตริย์ในชมพูทวีปตั้งแต่โบราณและแพร่หลายมาถึงสุวรรณภูมิ รวมถึงสยามประเทศ พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ทรงศึกษาและเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ รัชกาลที่ 1 ทรงซ่อนเคล็ดโหราศาสตร์ไว้ในวรรณคดี “รามเกียรติ์” รัชกาลที่ 4 ทรงแตกฉานโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ ทรงคำนวณสุริยคราสเต็มดวงที่หว้ากอและวางพระฤกษ์ดวงเมืองใหม่

พระปรีชาสามารถด้านโหราศาสตร์ของรัชกาลที่ 9 ปรากฏชัดในพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” ที่ทรงทำแผนที่เส้นทางเดินเรือ พิกัดภูมิศาสตร์และรูปดวงกาลชะตาในวันที่เกิดพายุใหญ่และนางมณีเมขลามาช่วย ดังที่โหรใหญ่ (ผู้ล่วงลับ) พล.ต.ต. สุชาติ เผือกสกนธ์ บรรยายไว้ในบทความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับวิชาการโหราศาสตร์”(http://www.horawej.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=376882&Ntype=14)

พระมหาชนกเป็นชาติที่ 2 ในทศชาติก่อนที่พระโพธิสัตว์จะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นชาติแห่งการบำเพ็ญวิริยะบารมี พระองค์ทรงเรียบเรียงจาก “มหาชนกชาดก” ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดกเล่มที่ 4 ภาคที่ 2 (คำว่า “ชาดก” มาจาก “Jataka” หรือ “ชาฏก / ชาติกะ” แปลว่าการเกิด)

เมื่อพระมหาชนกทรงทราบพระชาติกำเนิด ก็ตั้งพระทัยเดินทางจากกาลจัมปากะไปยังสุวรรณภูมิ เพื่อค้าขายให้ได้ทรัพย์มาเป็นทุนเพื่อทวงคืนมิถิลานคร เรือเดินทางได้ 7 วัน ก็พบมรสุมอับปางลง พระมหาชนกทรงว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ 7 วัน นางมณีเมขลาจึงมาช่วยนำพระองค์ไปยังมิถิลานคร กษัตริย์มิถิลาองค์ก่อนสวรรคต เหลือเพียงพระราชธิดา และทรงตั้งปัญหาไว้ 4 ข้อสำหรับการคัดเลือกกษัตริย์องค์ใหม่ พระมหาชนกทรงใช้ปัญญาแก้ได้ทั้งหมด จึงทรงอภิเษกสมรสและขึ้นครองราชย์

ในวันหนึ่ง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งกิ่งหักใบร่วง อีกต้นใบหนาเขียวชอุ่ม อำมาตย์ทูลว่า ต้นหักเพราะมีผลอร่อย ผู้คนจึงสอย เด็ดกิ่ง ขว้างปา อีกต้นไม่มีผล ผู้คนไม่สนใจ กิ่งใบจึงสมบูรณ์ดี พระองค์ทรงได้คิดว่า ราชสมบัติเปรียบเสมือนต้นไม้มีผล อาจถูกทำลายได้ หรือต้องคอยระวังรักษาจนเป็นกังวล เราควรทำตนเป็นผู้ไม่มีกังวล เราจะสละราชสมบัติและออกบรรพชา เพื่อมิให้กังวลใดอีก

วัตรปฏิบัติของพระมหาชนกเป็นไปตามปรัชญาอินเดียที่ถือว่า หน้าที่มนุษย์มี 4 ประการ คือ ธรรมะ อรรถะ กามะ โมกษะธรรมะคือการศึกษาหาความรู้ในช่วงต้นของชีวิต อรรถะคือการทำงานเพื่อสร้างฐานะในช่วงกลาง กามะคือการเสพสุขทางโลกตามสมควร โมกษะคือการปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ เพื่อความหลุดพ้น อันเป็นหน้าที่ประการสุดท้ายของชีวิต

โหราศาสตร์อินเดียจัดวางหน้าที่ทั้ง 4 ไปตามภพในดวงชะตา ธรรมะคือภพที่ 1,5, 9 อรรถะคือภพที่ 2, 6, 10 กามะคือภพที่ 3, 7, 11 โมกษะคือภพที่ 4, 8, 12 ขณะเดียวกัน ก็ใช้ภาพดวงชะตาแบบ 1 ภพต่อ 1 ราศี (Whole Sign Chart) โดยถือเมษเป็นภพที่ 1 ของโลก หน้าที่ทั้ง 4 จึงถูกจัดวางให้สอดคล้องกับธาตุทั้ง 4 ด้วย ไฟคือธรรมะ ดินคืออรรถะ ลมคือกามะ น้ำคือโมกษะ

ราศีธาตุน้ำได้แก่กรกฎ พิจิก มีน ทั้ง 3 เกี่ยวข้องกับโมกษะ พัฒนาการของมนุษย์ไล่เรียงไปตามลำดับจักรราศี จากเมษถึงมีนกรกฎราศีธาตุน้ำแรก หมายถึงเสียสละความเป็นตัวเองเพื่อครอบครัว พิจิกคือสละสังขารร่างกาย รวมถึงวัตถุรูปธรรมต่าง ๆ มีนหมายถึงสละกิเลสอุปาทานทั้งปวงที่ร้อยรัดพันธนาการจิตใจ

ในราศีโมกษะ พิจิกพิสดารที่สุด พิจิกเป็นภพที่ 8 ของโลกชื่อว่า มรณะพิจิกคือราศีแห่งความตาย มันจึงเป็นภพที่ลึกและเข้าใจยากที่สุด พิจิกสร้างความสูญเสีย เพื่อให้เราเจ็บปวดและได้คิด พิจิกทำให้เราเจ็บป่วยทรมาน เพื่อปล่อยวางสังขารร่างกาย เมื่อปล่อยวางได้ ปัญญาย่อมก่อเกิด ถัดจากพิจิกคือธนู ธนูคือราศีแห่งปัญญาญาณอันยิ่งใหญ่ ดังนั้น แก่นแท้ของพิจิกจึงเป็น ตายเพื่อเกิดใหม่ในทางปัญญา

ปี 2559 เป็นปีแห่งเภทภัยและความสูญเสีย ด้วยเหตุผล 3 ประการ(1) มันอยู่ในรอยต่อของวงรอบดาวเสาร์ที่ 8 และ 9 อันเป็นช่วงเวลาที่ไร้เสถียรภาพและเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง (2) T-square ของบาปเคราะห์เสาร์-ราหู-เนปจูนในราศีพิจิก-สิงห์-กุมภ์ อันมีศูนย์กลางที่พิจิก บอกถึงความสูญเสียและภัยพิบัติ(3) T-square นั้นทำมุมร้ายกับอังคารเดิม อังคารคือดาวเจ้าเรือนลัคนาและเจ้าเรือนมรณะ ยิ่งเพิ่มความน่าจะเป็นและความรุนแรงของเหตุการณ์

คราสสุดท้ายของปี 59 คือจันทรคราส17 กันยายน จุดคราสทำมุม 90 กับอังคารพิจิกโดยปกติ คราสมีกำลังแรงสุดภายใน +/- 1 เดือนวันที่ 1 ตุลาคม เกิดอมาวสี (จันทร์ดับ) จุดอมาวสีกุมพฤหัสจรในราศีกันย์ วันที่ 8 ตุลาคม เสาร์ทำมุม 90 กับราหูสนิทและเล็งอังคารเดิมสนิท วันที่ 13 ตุลาคม อังคารธนูจรเข้ากุมพลูโต (Orb 5 องศา) พลูโตทำมุม 150 กับอังคารเดิมสนิท อังคารคือดาวเจ้าเรือนมรณะ เมื่อจันทร์จรทำมุม 90 กับเสาร์ ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปีของไทยเกิดขึ้นในวันนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต

ความเศร้าโศกวิปโยคในหัวใจชาวไทยนั้นสุดที่จะพรรณาด้วยถ้อยคำใด พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ชาวไทยรู้สึกประหนึ่งสุริยาลาลับโลกดับสูญ แต่เราทุกคนควรเข้มแข็งและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เสาร์พิจิกแม้สร้างความสูญเสียยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นไปเพื่อให้ไทยเราเกิดดวงตาเห็นธรรม

“...เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์แห่งความเพียร เพราะฉะนั้น ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร...

มหาสมุทรเปรียบดั่งวัฏสงสารอันไร้ที่สิ้นสุด พระองค์ทรงสละภพชาติปัจจุบัน ไม่เพียงเพื่อแสดงธรรมแก่พสกนิกร แต่เพื่อข้ามวัฏฏะด้วยพระวิริยะบารมีที่ไร้ประมาณ

ดวงใจไทยทุกดวงขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ