เฟด ดอลลาร์สหรัฐฯ และภาระหนี้ของประเทศเกิดใหม่...

เฟด ดอลลาร์สหรัฐฯ และภาระหนี้ของประเทศเกิดใหม่...

วินาทีนี้ทั่วโลกต่างพุ่งเป้าไปที่การตัดสินใจของเฟดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ล่าสุดตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Fed Fund)

 

มองว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้มีสูงถึง 64% สำหรับนักลงทุนไทยคงอยากรู้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาหุ้นบ้านเราจะเป็นอย่างไร หลายคนที่ติดตามข่าวสารหรือการวิเคราะห์ตลอดมาคงจะเคยผ่านตามาบ้างว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจทำให้เม็ดเงินไหลออกจากประเทศไทยรวมถึงประเทศเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อวิ่งหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ดังนั้น ดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น

 

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ คือระดับหนี้ทั่วโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจและภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินมานาน ประเทศที่สะสมหนี้อย่างรวดเร็วคงหนีไม่พ้นบรรดาประเทศเกิดใหม่ ที่มีทั้งหนี้ภาครัฐและเอกชน ซึ่งเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2558 แล้ว สูงถึง 46% และ 135% ตามลำดับ โดยมีจีนเป็นพี่ใหญ่สุดด้วยภาระหนี้ภาครัฐที่สูงถึง 44% ของ GDP แต่ที่น่ากังวลมากกว่าคือสัดส่วนหนี้ภาคเอกชนที่มากถึง 203% ของ GDP

 

เมื่อรวมเรื่องการจะขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แนวโน้มการแข็งค่าของดอลล่าร์สหรัฐฯ และภาระหนี้ประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะน่ากลัวกว่าที่คิด ณ ไตรมาส 1 ปี 2559 สหรัฐฯ เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยสัดส่วนการให้กู้ยืมที่สูงถึง 39% ของการกู้ยืมระหว่างประเทศ ตามมาด้วยยุโรปที่ 16% (เพิ่มขึ้นจาก 7% ในปี 2552)นอกจากนี้ กว่า 80% ของจำนวนเงินกู้ยืมอยู่ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ The Bank for International Settlements ) เมื่อระบุเจ้าหนี้ได้แล้ว ลูกหนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล นอกจากประเทศเกิดใหม่อย่างเรา ที่ต้องการเงินทุนจำนวนมากมาสนับสนุนการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงปี 2552-2556 หากเจาะเป็นรายภูมิภาค ละตินอเมริกาและเอเชีย มีหนี้ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุด โดยประมาณที่ 70-80% ในขณะที่ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) มีหนี้ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 40%ดังนั้น ละตินอเมริกาและเอเชียน่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากดอกเบี้ยสูงขึ้น และดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เพราะนั่นหมายถึงภาระหนี้ที่แพงขึ้น ไปสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังชะลอลง อันเป็นผลมาจากปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นแหล่งรายได้หลักมีราคาถูกลงต่อเนื่อง

 

เมื่อพิจารณารายละเอียด จะพบว่าไทยมีการกู้ยืมข้ามประเทศจากธนาคารญี่ปุ่นมากที่สุด ตามด้วยธนาคารฮ่องกง ดังนั้น นอกจากผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบายของเฟดและทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว นักลงทุนต้องจับตานโยบายทางการเงินของญี่ปุ่นและจีนด้วยเช่นกัน

 

ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา แนวโน้มการกู้ยืมระหว่างประเทศชะลอตัวลงจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนและความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายทางการเงินของเฟด ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เห็นความจำเป็นและเตรียมการแก้ไขปัญหาด้วยความพยายามลดหรือปลดภาระหนี้ (De-leverage) เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคตลง อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมคือการถดถอยในกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการลดลงของแหล่งเงินทุนและจะทำให้ตลาดการเงินขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะยาว นักลงทุนที่โยกเงินเข้าลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีจึงควรปรับความคาดหวังและเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น