วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อผู้นำเขียนโปรแกรม

มีผู้นำไม่กี่คนในโลกนี้ที่สนใจจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สองท่านที่ดูจริงจังเรื่องนี้คือนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง

ของสิงคโปร์ และประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐ ผลที่ตามมาหลังจากท่านผู้นำเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือมีโครงการสำคัญกับเฟสบุคที่เสริมสร้างเขี้ยวเล็บในการแข่งขันให้กับประเทศ มีโครงการที่สร้างคุณภาพชีวิตใหม่ เช่น ทดลองให้บริการรถโดยสารไร้คนขับในเขตตัวเมือง แต่ที่เหมือนกันคือลูกหลานได้เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ชั้นประถม แทนที่จะไปเริ่มเรียนกันในระดับมหาวิทยาลัยเหมือนในบ้านเมืองอื่น ๆ 

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐประกาศโครงการใหญ่โตให้ลูกหลานมีทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจดิจิตอล ทั้ง ๆที่ไม่ได้มีกระทรวงชื่อนี้แต่ประการใด ด้วยเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจมหาศาลจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีความสามารถในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เหมือนกับที่สมัยก่อนใครที่มีความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีโอกาสมากกว่าในยุคอุตสาหกรรมใหม่ สมัยนั้นก็มีการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันขนานใหญ่ ในบ้านเราเองพออะไรดูท่าทางจะมีศักยภาพสำหรับการพัฒนา เราก็จะตั้งหน่วยงานในชื่อนั้นขึ้นมาเสมอ วันนี้กับวันวานก็กระทำไม่ต่างกัน เราจึงมีสารพัดหน่วยงานที่มีชื่อไปในทางวิทยาศาสตร์ ในทางเทคโนโลยี 

แต่โครงการใหญ่โตที่จะทำให้ลูกหลานเมืองอเมริการู้วิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้น ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการรวบรวมความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งรัฐ ทั้งเอกชน ทั้งท้องถิ่น มาช่วยกันปลุกปั้นความรู้ความสามารถให้ลูกหลานบ้านเขา คำถามคือบ้านเราก็สอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนกันมานานเป็นสิบปี แสดงว่าเราก้าวไปไกลกว่าบ้านเขาใช่หรือไม่

คำตอบคือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะของเราแค่สอนให้รู้จักว่าอะไรคือคอมพิวเตอร์ อะไรคือโปรแกรมที่ใช้งานกันประจำวัน เหมือนสอนให้รู้จักดินสอ ปากกา สมุดจดบันทึก เครื่องคิดเลข บ้านเราสอนกันเก่งจนไปได้รางวัลแข่งขันใช้ปากกาใช้สมุดจดบันทึกแบบคอมพิวเตอร์มามากมายหลายรางวัล แต่พอประเมินความสามารถในความรอบรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับประเทศกลับได้อันดับที่เกินกว่าที่จะพูดได้ว่าเราเก่ง แต่บ้านเขาสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ คือสอนศาสตร์แห่งการแก้ปัญหา เน้นการคิดตั้งปัญหาและการหาหนทางแก้ปัญหาโดยมีวิธีการที่เป็นขั้นตอน มีการใช้ข้อมูลสารสนเทศ โดยคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วยในการแก้ปัญหา บ้านเขาเล่าเรียนกันเพื่อสร้างเครื่องมือแก้ปัญหาที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหนึ่ง บ้านเราเรียนแค่การใช้เครื่องมือ ไม่ใช่สร้างเครื่องมือ เขาต้องการให้ลูกหลานบ้านเขาสร้างเครื่องมือแก้ปัญหาสารพัดที่จะมีมาในวันหน้า ตั้งแต่สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ส่วนของเราจะใช้เครื่องมือที่มีในการทำงานในสำนักงานได้อย่างคล่องแคล่ว เขาสร้างมาให้เราใช้ในวงจำกัด อยากได้อะไรใหม่ก็ต้องรอให้เขาสร้างให้ นี่คือความแตกต่างระหว่างการตระเตรียมสำหรับลูกหลานบ้านเรากับบ้านเขา

ถ้าจะให้ชัดในการตระเตรียมความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ให้กับลูกหลานบ้านเขา ก็ต้องบอกว่าเตรียมไว้สามเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องแรกเขาสอนให้รู้ศาสตร์แห่งการแก้ปัญหา ไม่ใช่ลองผิดลองถูก ตั้งโจทย์ตั้งปัญหาเป็น ไม่ใช่เจออุปสรรคอะไรก็ลุยตรงนั้นไปเรื่อย ๆ ศาสตร์แห่งการแก้ปัญหามองสรรพสิ่งอย่างเป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงกัน จนสามารถค้นหาประเด็นปัญหาที่เป็นจริงได้อย่างกระจ่างชัด ไม่ใช่มโนปัญหาไปทุกวัน การแก้ปัญหาจึงมีขั้นตอนที่ชัดเจน และวัดความยากความง่ายได้ เรื่องที่สองเขาสอนให้รู้จักทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานร่วมมือกันในยุคนี้ หนีไม่พ้นที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วย เขาสอนให้ช่วยกันทำบัญชีโดยใช้โปรแกรมตารางคำนวณเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สอนวิธีใช้โปรแกรมตารางคำนวณ

ที่สำคัญมากคือเขาสอนให้มองในภาพใหญ่ว่าเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปในวันหน้า สอนให้คิดหาทางนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงนั้น คือว่าจะเติมเต็มการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วยคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร ซึ่งวันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ชัด ๆว่าวันหน้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วันหน้าการรักษาพยาบาลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วิถีชีวิตจะเหมือนเดิมหรือไม่ การเดินทางจะเป็นอย่างไร เขาเลยสอนให้คิดว่าหากอะไรเปลี่ยนไปอย่างไร คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่อาจตามมากับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร

ผู้นำที่เขียนโปรแกรมได้ทั้งสองท่านนี้พูดเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแค่ไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ในโอกาสสำคัญนี้ บ้านเมืองไหนตระเตรียมคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า บ้านเมืองนั้นก็ชนะขาดแน่นอน