เทคโนโลยีนำไปสู่การเกิดภาวะเงินฝืดได้จริงหรือ?

เทคโนโลยีนำไปสู่การเกิดภาวะเงินฝืดได้จริงหรือ?

ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาจดูเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

ไม่ว่าจะเป็น รถที่ขับเคลื่อนได้เอง อุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลาย หรือหุ่นยนต์ที่เริ่มมีให้เห็นทุกหนทุกแห่ง จนเกิดแนวคิดว่าอัตราเงินเฟ้อของโลกจะหายไปเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุน หรือกล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ iPhone 7 อาจจะทำให้โลกเราเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นได้นั่นเอง

ความคิดนี้ไม่ถูกต้อง เพราะมีพื้นฐานมาจากความสับสนระหว่างราคาสินค้าเพียงชนิดเดียวกับราคาสินค้าหลายชนิดที่ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเพียงชนิดเดียว เท่ากับว่ากำลังมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับตลาดของสินค้าชนิดนั้นๆ อาจจะเป็นเพราะซัพพลายของของนั้นๆ มีประสิทธิภาพขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายไม่ควรกังวลกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเพียงชนิดเดียวในตลาดแต่ควรให้ความสำคัญกับกรณีที่ราคาสินค้าหลายชนิดในระบบเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่ากำลังมีบางอย่างเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น ภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายควรกังวล

ทั้งนี้มีเหตุผลสามประการที่นักลงทุนไม่ควรคาดว่า ภาวะเงินฝืดจะเป็นผลที่ตามมาโดยอัตโนมัติจากเทคโนโลยี เหตุผลประการแรกมาจากการมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ เมื่อเกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้ง สิ่งที่ตามมาก็คือภาวะเงินเฟ้อสูง และภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ แห่ง เช่นในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก (ปลายศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18) เราได้เห็นภาวะเงินเฟ้อสูงในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนั้น รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในฝรั่งเศส เช่นเดียวกันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง (ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19) ก็เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในอเมริกาเหนือ ฝรั่งเศส (อีกครั้ง) และในระบบเศรษฐกิจหลายแห่งในยุโรป ส่วนในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม (ช่วงทศวรรษที่ 70) ก็เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในอเมริกาใต้ และภาวะเงินเฟ้อที่เกือบจะถึงขั้นรุนแรงในอังกฤษและญี่ปุ่นอีกด้วย เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีที่ว่าเทคโนโลยีก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดนั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิงในอดีต

เหตุผลที่สองก็คือความแตกต่างระหว่างราคาสินค้าโดยเปรียบเทียบกับราคาสินค้าโดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีอาจทำให้ราคาสินค้าและบริการบางอย่างลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสิ่งเดียวกันกับสินค้าและบริการชนิดอื่น ยกตัวอย่างเช่น หลายประเทศในเอเชียและยุโรปมีประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้บริโภคจะใช้จ่ายไปกับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดกับการบริการทางการแพทย์ จะเห็นว่า ราคาสมาร์ทโฟนที่ถูกลงไม่ได้บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับราคาของการบริการทางการแพทย์เลย และเงินเดือนของนางพยาบาลดูจะสำคัญต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคตมากกว่าราคาของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ไม่ว่าดีไซน์ของเคสสมาร์ทโฟนจะหรูดูดีเพียงไรก็ตาม

เหตุผลสุดท้ายคือ รูปแบบของอุปสงค์ที่จะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกันกับราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลง ถ้าเทคโนโลยีทำให้ราคาของสินค้าและบริการบางชนิดลดลง คำถามทางเศรษฐกิจที่ตามมาคือ จะเกิดอะไรขึ้นกับรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากว่าผู้คนใช้เงินไปกับสมาร์ทโฟนน้อยลง พวกเขาจะมีเงินไปใช้จ่ายกับอย่างอื่นมากขึ้น และถ้าอุปสงค์ในสินค้าอื่นเพิ่มขึ้น อะไรจะเกิดขึ้นกับราคาสินค้าเหล่านั้น ตัวอย่างระดับมหภาคตัวอย่างหนึ่งก็คือ บทบาทของจีนในเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่จีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้นทำให้ภาวะเงินเฟ้อของโลกสูงขึ้น เนื่องจากซัพพลายสินค้าบางประเภทจากจีนมีต้นทุนต่ำ ทำให้ราคาสินค้านั้นๆ ทั่วโลกลดต่ำตามไปด้วย (ในแบบเดียวกับที่เทคโนโลยีอาจจะส่งผล) ขณะเดียวกัน ประเทศจีนยังทำให้เกิดความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเหล่านั้นปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ผลท้ายสุดก็คือ บทบาทของจีนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

หากเทคโนโลยีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอะไรบางอย่าง มันก็ควรทำให้ราคาของของสิ่งนั้นถูกลงเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ ไม่ได้บ่งบอกถึงระดับราคาสินค้าทั่วๆ ไปในระบบเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้ออาจจะสูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และจริงๆ แล้ว ภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงก็มีความเป็นไปได้สูงในสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ท้ายที่สุดแล้ว iPhone 7 ไม่ได้บอกอะไรแก่เราเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก มีเพียงนักเศรษฐศาสตร์เท่านั้นที่สามารถบอกได้

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ubs.com/pauldonovan สามารถอ่านบทความของพอลเพิ่มเติมได้ในชุดสารคดี UBS หมวดผู้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ www.ubs.com/nobel

----------------------

พอล โดโนแวน

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายบริหารความมั่งคั่งยูบีเอส