“wait and see” เป็นคำพูดที่นักลงทุนไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ
พูดถึงนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
แต่ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างพ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.... โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการ การพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันอออกรวม 3 จังหวัด ได้แก่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและอำนวยความสำวด รวมทั้งให้สิทธิประโยชน์บางประการภายใต้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
บรรดานักลงทุนหลายคนเริ่มพูดคำว่า"มีความชัดเจนแล้ว” แต่เท่านี้เพียงพอต่อการตัดสินใจ ขนงานหลายพันหลายหมื่นล้านมาลงทุนในพื้นที่หรือไม่
แม้ในทางหลักการนโยบายหรือโครงการใดก็ตาม ที่มีการออกกฎหมายมารองรับ จะสะท้อนถึงการเอาจริงเอาจัง และเป็นหลักประกันได้ระดับหนึ่งว่านโยบายนั้นๆจะมีความต่อเนื่องและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
“กฎหมายบอกให้ต้องทำอะไรบ้าง และจะเอาเงินมาจากที่ไหน เป็นเหมือนเงื่อนไขบังคับให้รัฐบาลต่อจากนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในทางปฎิบัติกฎหมายเป็น
คำถามของนักลงทุนบางคนยังมีอยู่ โดยเฉพาะความกังวลเรื่อง “ความต่อเนื่องของโครงการจะมีขึ้นจริงหรือไม่”
เนื่องจากนโยบายของไทยมักจะเปลี่ยนตามการเมือง ปละยิ่งอายุรัฐบาลที่ใกล้จะหมดลงตามโรดแมพ และการเลือกตั้งจะมีขึ้นปี 2560 และแอบถามกันเบาๆ คือ “ลุงตู่”จะได้อยู่ต่อหรือไม่ และ ข้อกังวลต่อนโยบายนี้จะไปทางไหน
แม้ข้อกฎหมายยังต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานทันที ผ่านคณะกรรมการ 2 ชุดมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย รวมทั้งกำหนดมาตรการที่จำเป็นในการดูแลพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก และคณะกรรมการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานมีนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นรองประธาน และมีนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่มผู้ว่าการนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นเลขานุการมีเอกชนเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย เพื่อเข้ามาให้ความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียด ของการพัฒนาโครงการทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0
นอกจากนั้นจะมีการตั้งสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกชั่วคราวขึ้นที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล เพื่อใช้เป็นที่ทำงานและประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อน เพื่อให้การทำงานและประสานงานมีความรวดเร็วมากที่สุดเเละเข้าใกล้เป้าหมายที่ประเมินว่า การดำเนินการตามร่างพ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ....
รัฐบาลหวังว่าจะทำการลงทุนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 5 แสนล้านบาท การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน 4 แสนล้านบาท การลงทุนในด้านเมืองใหม่ โรงพยาบาล โรงเรียน ที่อยู่อาศัย จำนวน 4 แสนล้านบาท และการลงทุนในด้านการท่องเที่ยวคุณภาพเชิงสุขภาพ จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคตในชั่วระยะเวลา 10 ปีจากนี้
ดังนั้น เงื่อนไขความสำเร็จของโครงการนี้ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเองเร่งผลักดันความคืบหน้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งถ้าเห็นทำได้คืบหน้ามากเพียงใด โอกาสที่จะยุบทิ้งหรือไม่สานต่อก็เป็นไปได้ยากเท่านั้น
..................................
ปราณี หมื่นแผงวารี






