มาตรฐานอยู่ตรงไหน

มาตรฐานอยู่ตรงไหน

กรณีสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกคำสั่ง

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ให้กรรมการและผู้บริหารของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) จำนวน 8 ราย โดยระบุว่า “บุคคลทั้ง 8 ราย จะไม่สามารถดำรงตำแหน่ง กรรมการและผู้บริหารของบริษัท ที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนใด ๆ ตลอดระยะเวลาที่ถูกดำเนินคดี”  โดยอ้างเหตุผลจากการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2559 

ก.ล.ต.ยกเหตุผล “พนักงานอัยการได้มีความเห็นและคำสั่งฟ้องบุคคลทั้ง 8 ราย ในฐานะกรรมการเอ็นเอ็มจี ไม่อนุญาตให้ผู้ถือหุ้นบางรายเข้าร่วมประชุม และห้ามผู้ถือหุ้นบางรายออกเสียงลงคะแนน ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 โดยพนักงานอัยการได้พิจารณาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวน รวบรวมมาจากการดำเนินการของ ก.ล.ต. ในการกล่าวโทษนายณิทธิมน หัสดินทร ณ อยุธยา ประธานกรรมการเอ็นเอ็มจี และประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 เป็นส่วนหนึ่งในคำฟ้องด้วย”

ก.ล.ต.ยังให้เหตุผลอีกว่า “กรณีข้างต้นเป็นการดำเนินการกับผู้ที่ ก.ล.ต. มิได้กล่าวโทษโดยตรง และเป็นผลสืบเนื่องจากการสั่งฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการ ก.ล.ต. จึงต้องใช้เวลาในการประสานงาน กับสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร รวมทั้งหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และเพียงพอต่อการพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายโดยการวินิจฉัยกรณีนี้ สืบเนื่องจากการสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ”

คำสั่งของก.ล.ต.ข้างต้นมีข้อที่น่าพิจารณาในหลายประเด็น ถึงมาตรฐานการดำเนินคดี เนื่องจากการลงโทษกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนนั้น ก.ล.ต.ต้องดำเนินการกล่าวโทษก่อนเป็นอันดับแรก รวมทั้งต้องมีการเรียกผู้ที่ถูกกล่าวโทษเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วปรากฏว่า ก.ล.ต.ไม่ได้ดำเนินการใดๆตามขั้นตอนปกติของการดำเนินคดี และที่สำคัญ ก.ล.ต.ให้เห็นเหตุคำสั่งดังกล่าวจากการสั่งฟ้องคดีคดีอาญาโดยพนักงานอัยการ

ยิ่งกว่านั้น ในวันเดียวกัน ศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษาโดยมีคำสั่งยกฟ้อง กรรมการของบริษัทเนชั่นกรุ๊ป จำกัด มหาชน ทั้งหมดโดยวินิจฉัยว่า การดำเนินการไม่ให้ผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่นกรุ๊ปเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2558 เป็นคำสั่งของจำเลยที่ 10 คือ นายณิทธิมณ หัสดินทร ณ อยุธยาในฐานะประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพียงคนเดียว ขณะที่กรรมการทั้ง 8 คนไม่มีส่วนต่อการตัดสินใจดังกล่าวจึงมีคำสั่งยกฟ้อง

คำพิพากษาของศาลในกรณีเดียวกัน ทำให้คำสั่งของ ก.ล.ต.มีข้อสงสัยมากยิ่งขึ้นว่ามีมาตรฐานการดำเนินคดีอย่างไร แม้ก.ล.ต.จะอ้าง “คำสั่งฟ้องของอัยการ” และ ก.ล.ต.ก็ยอมรับว่า “มิได้กล่าวโทษโดยตรง” อีกทั้ง “ต้องหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน”  และที่สำคัญไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนออกคำสั่ง แต่เหตุใดจึงมีการวินิจฉัยออกมาก่อนออกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ แม้จะอ้างว่าเป็นอำนาจที่สามารถทำได้

เราจำเป็นต้องตั้งคำถามกับมาตรฐานการดำเนินคดีของ ก.ล.ต.ต่อคำสั่งที่ออกมา เพราะนอกจากจะไม่มีความชัดเจนถึงเหตุผลแล้ว ยังสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นอีกด้วย เพราะอย่าลืมว่า ก.ล.ต.ถือว่าเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎระเบียบ ตลาดเงินตลาดทุนของประเทศให้ได้ตามมาตรฐานสากล ดังนั้นการดำเนินการของ ก.ล.ต.จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากเกิดข้อสงสัยต่อมาตรฐานของ ก.ล.ต.เสียแล้ว ผลเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับตลาดเงินตลาดทุนไทย เพราะนักลงทุนย่อมไม่เชื่อในมาตรฐานของ ก.ล.ต.นั่นเอง