เตือนรัฐคิดดีดี ซื้อประกัน 99 บาทให้คนจน

เตือนรัฐคิดดีดี ซื้อประกัน 99 บาทให้คนจน

กรณีกระทรวงการคลังจะใช้เงินปีละ 800 ล้านบาทซื้อประกันอุบัติเหตุให้คนจนที่มาลงทะเบียน 8 ล้านคน ทั้งที่ปัจจุบันมีกฎหมายบังคับ

ให้ประชาชนซื้อประกันภัยผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้ว และผลงานที่ผ่านมาก็พบว่ากว่าประชาชนจะเคลมเงินประกันได้ก็ยุ่งยากลำบาก ด้วยการออกกฎระเบียบมากมายเป็นอุปสรรคต่อประชาชนที่ประสบเหตุ จนต้องถอดใจไม่ยุ่งกับบริษัทประกัน รัฐคิดจะช่วยคนจนแบบประหยัดแถมยังยกประโยชน์ค่าบริหารจัดการให้บริษัทประกันเอกชนได้กินสบายๆ เฉกเช่นเดียวกับประกันภัยรถยนต์ แต่การประหยัดนี้จะคุ้มหรือไม่ หากต้องซื้อประกันปีละ 800 ล้านไป 10 ปีเป็นเงิน 8,000 ล้าน จะมีผู้ประสบอุบัติเหตุที่ได้รับเงินมากน้อยเพียงใด บริษัทได้กำไรไปเท่าไร และจะลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคมได้เพียงใด

สิ่งที่รัฐควรทำคือ ไปกำกับการใข้ พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถให้จ่ายง่าย เป็นการชดเชยเยียวยาให้ถึง 1 แสนบาท ส่วนค่ารักษาพยาบาล ให้ใช้ระบบหลักประกันสุขภาพของแต่ละคนที่รัฐจ่ายให้อยู่แล้ว จะดีกว่า ไม่ซ้ำซ้อน และเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจ่ายเบี้ยประกัน และรัฐควรทำให้เบี้ยประกันนี้ถูกลงเท่ากับ 99 บาท ไม่ใช่ 300 บาทอย่างทุกวันนี้ ขนาด 99 บาทก็ทำกำไรได้อยู่แล้ว

หลายคนเห็นว่า การให้บริษัทเอกชนมาจัดบริการสุขภาพให้ข้าราชการเป็นแนวคิดที่ดี และคิดว่ารัฐจะลดค่าใช้จ่ายปีละ 6 หมื่นล้านลงได้ ขอให้คิดตรึกตรองดีดี เพราะจะกลายเป็นว่ารัฐก็ซื้อประกันจากบริษัทเอกชนหัวละ 12,000 บาทอยู่ดี เท่ากับใช้เงิน 6 หมื่นล้านและมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การจัดการ การกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ การเรียกเอกสาร การยกเว้นโรคต่างๆ ตามแบบที่บริษัทเอกชนดำเนินการก็จะตามมา แต่รัฐก็อาจบอกว่าจะต่อรองสัญญาประเภทสิทธิประโยชน์กับบริษัทเอกชนได้ แต่มีบทเรียนมาแล้วในหลายประเทศและแม้แต่ประกันสุขภาพในบ้านเราที่จ่ายกันปีละหมื่นสองหมื่นบาท

เอาเข้าจริงยกเว้นโรคนั้น โรคนี้ หรือต้องจ่ายเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้คือ การส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพในภาพรวมทั้งประเทศ เพราะรัฐใช้งบประมาณในการซื้อประกันที่ต่างกัน ราคาต่างกัน ระหว่างข้าราชการ 12,000 บาท/คน ให้เอกชนทำ กับประชาชนทั่วไปรวมพวกในประกันสังคม ซื้อในราคา ถัวเฉลี่ยที่ 3,000 บาท/คน ให้โรงพยาบาลรัฐทำ แล้วโรงพยาบาลเอกชนก็ร่วมมือกับบริษัทประกันได้ ราคาซื้อสูงบริษัทประกันก็ไปทำสัญญากับโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลเอกชนได้กำไรเพิ่มขึ้น จ้างหมอ พยาบาล ราคาสูงขึ้น ย่อมดึงดูดคนเหล่านี้ไปที่โรงพยาบาลเอกชน 

ขณะที่โรงพยาบาลรัฐในต่างอำเภอก็ยังแก้ปัญหาหมอ พยาบาลไม่เพียงพอไม่ได้ โครงการนี้จะยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำออกไปอีก คิดให้ดี หากรัฐเอาเงินทั้งหมดที่จะซื้อประกันทั้งบัตรทอง ข้าราชการ ประกันสังคม เอามาดำเนินการให้โรงพยาบาลของรัฐได้รับประโยชน์เต็มๆ เฉลี่ยค่าใช้จ่ายรายหัวให้สูงขึ้นเฉลี่ยจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ทุกคนเท่ากันเสมอกัน ให้โรงพยาบาลรัฐเป็นผู้รับประกัน ส่วนเกินหรือคนรวยมากๆไม่อยากใช้โรงพยาบาลรัฐ ก็ไปเลือกช้อปปิ้งใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเอง ย่อมทำให้โรงพยาบาลรัฐก็มีหมอพยาบาลที่อยู่ทำงานมากขึ้น ได้รับค่าใช้จ่ายมากขี้น หน่วยงานกำกับระบบหลักประกันสุขภาพตามกฎหมายก็ทำหน้าที่บริหารและจัดชุดสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนอย่างเหมาะสม มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพได้ 

เรื่องนี้ต้องคิดดีดี ทั้งรัฐ และนักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน ที่มองว่าการทำให้ธุรกิจเอกชนได้เติบโตจะทำให้เศรษฐกิจประเทศโตด้วยโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงในทางความเหลื่อมล้ำ การกระจายความเป็นธรรม ก็จะหลงประเด็นไปและไม่ได้ช่วยยกระดับชีวิตคนจน เพียงแต่มีโครงการช่วยคนจน ไม่แตกต่างจากโครงการช่วยชาวนา ชาวสวนยาง พักหนี้เกษตรกรเป็นโครงการใช้เงินไม่มาก ทำเป็นระยะๆ ไม่ส่งผลต่อการยกระดับรายได้ ลดความยากจน ไม่มีสวัสดิการถ้วนหน้า มีแต่สวัสดิการเป็นหย่อมๆเท่านั้นเอง ข้อเสนอคือเอาเงิน 6 หมื่นล้านที่จะไปจ่ายให้บริษัทเอกชน มารวมกับเงิน 1 แสน 5 หมื่นล้าน ของบัตรทอง และ อีก 5 หมื่นล้านของประกันสังคม แล้วบริหารจัดซื้อระบบหลักประกันสุขภาพโดยรัฐเอง มีหน่วยงานตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่บริหาร จะได้ประโยชน์มากกว่า มีความเป็นธรรม ได้จริง

------------------------

สุรีรัตน์ ตรีมรรคา

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ