มะกันกับศักยภาพ การทูตไทยที่หดหาย

มะกันกับศักยภาพ การทูตไทยที่หดหาย

เมื่อวานเขียนถึงหนังสือชื่อ “The Pivot : The Future of American Statecraft in Asia”

 หรือ ปักหมุดเอเซีย เขียนโดยเคิร์ท แคมเบล อดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศด้านเอเซียตะวันออกและแปซิฟิก มือขวาของฮิลลารี คลินตัน ตอนเธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

หนึ่งในหลายประเด็นที่เขาเขียนถึง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสหรัฐกับไทย ในบริบทของการที่สหรัฐควรจะให้ความสำคัญต่อเอเซียมากขึ้น นั้นคือข้อสังเกตว่าตั้งแต่สังคมไทย มีความขัดแย้งและแบ่งฝ่าย เพราะความแตกต่างทางความคิดการเมือง ศักยภาพของไทยทางด้านการทูต ในภูมิภาคนั้นอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลงไปมาก

เป็นความจริงที่คนไทยเราเองก็ได้ตระหนักมาระยะหนึ่งแล้ว

เราเคยเป็น แถวหน้า ทางการทูตสำหรับภูมิภาค เราเคยเป็นหัวหอกของกิจกรรมการทูตในอาเซียน เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็น มือประสาน ที่เพื่อนพ้องเชื่อและศรัทธา แต่วันนี้ พลังแห่งสถานภาพนี้หดหายไป

เคิร์ท แคมเบล ย้ำว่าไทยเคยเป็นผู้นำในกลไกพหุภาคีในเอเซีย โดยเฉพาะในอาเซียน เคยมีบทบาทในการน้าวโน้มให้พม่าก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย และเคยเป็นผู้ประสานงาน ระหว่างอาเซียนกับจีนในกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

เขาบอกว่าหลังรัฐประหาร เมื่อจุดยืนของไทยดูเหมือนจะขยับใกล้เข้าจีนมากกว่าเดิม ในแวดวงของสถาบันระหว่างประเทศพหุภาคี ก็ทำให้ความสามารถของไทยในฐานะเป็น สะพาน ระหว่างจีนกับสมาชิกอาเซียน ที่มีข้อขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนใต้ถูกจำกัดลง

ในหนังสือเล่มนี้ เขาเสนอให้สหรัฐช่วยประเทศไทย ในการฟื้นศักยภาพทางการทูตในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงการเล่นบทบาทเป็นผู้ประสานให้เกิดความเข้าใจ และผลักดันไปในแนวทางที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศต่าง ๆ ในย่านนี้

แน่นอนว่า นโยบาย “ปักหมุดเอเซีย” นั้นมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ว่าภูมิภาคนี้กำลังเฟื่อง เศรษฐกิจเติบโตกว่าทวีปอื่น ๆ และมีความสำคัญยิ่งต่อยุทธศาสตร์ทางทหารและความมั่นคงต่อสหรัฐ อีกทั้งหากไม่เข้ามาคึกคักกว่าเดิม จะเป็นการเปิดทางให้จีนขยายอิทธิพลมากขึ้นจนสหรัฐฯ กลายเป็น มหาอำนาจระดับสอง ในสายตาของเอเซียได้

พูดง่าย ๆ คือนโยบายต่างประเทศของทุกชาติ ย่อมยึดเอาผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก ไม่มีใครรักเราเท่ากับตัวเราเอง และอะไรที่ฟังดูเหมือน “ความหวังดี” ของคนอื่นต่อเรานั้นความจริงก็คือความมุ่งหวังประโยชน์จากที่เขาคบหาเราเท่านั้น

กระนั้น เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับความสนใจ จากแวดวงการทูตระหว่างประเทศพอสมควร เพราะคนเขียนเล่าเบื้องหลังที่มาที่ไปของนโยบาย Pivot to Asia ซึ่งฮิลลารี คลินตัน สมัยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นคนวางแนวทางเอาไว้

หากเธอได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีวันที่ 8 พ.ย.นี้ นโยบายนี้ก็คงจะได้รับแรงผลักดันครั้งสำคัญอีกรอบ

เคิร์ท แคมเบล ดำรงตำแหน่ง รมช. ต่างประเทศฝ่ายเอเซียตะวันออกและแปซิฟิกจากปี 2009 ถึง 2013 ผมเคยสัมภาษณ์เขาเมื่อปี 2011 ตอนที่เขาผลักดันลับ ๆ เรื่องพม่า บินเข้าออกไทยบ่อยครั้ง ทั้งที่เปิดเผยและเป็นราชการลับ จนสามารถน้าวโน้มให้ฮิลลารีไปสวมกอดกับอองซานซูจี ก่อนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะบินตรงถึงย่างกุ้งเพื่อไปยืนข้างซูจี ประกาศว่าพม่าพร้อมจะก้าวออก จากระบบเผด็จการทหารสู่ประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในกว่า 50 ปี

ไม่แน่ หากฮิลลารีได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีวันที่ 8 พ.ย.นี้ เคิร์ท แคมเบลอาจหวนกลับมาทำเรื่องเอเซีย อย่างที่เขาเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็ได้