40 ปี 6 ตุลา เราเรียนรู้อะไร?

40 ปี 6 ตุลา เราเรียนรู้อะไร?

“ความก้าวหน้า ไม่ใช่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการรักษาสิ่งที่ดีๆ ไว้ด้วย คนที่ไม่สามารถจดจำอดีตได้ คือคนที่จะถูกสาปส่ง

ให้ทำผิดพลาดอีก”

ยอร์ช ซันตายาน่า

นักปรัชญา กวีชาวสเปน อเมริกัน

การปราบนักศึกษาประชาชนผู้ชุมนุมประท้วงการกลับมาของทรราชที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม เมื่อ 40 ปีที่แล้ว (2519) เป็นการใช้ความรุนแรงแบบไร้สติของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มจัดตั้งฝ่ายจารีตนิยมสุดโต่ง นักศึกษาเพียงแต่ชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี แต่ชนชั้นผู้ปกครองกลุ่มขวาจัดปลุกระดมว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ยุให้คนของพวกตนบุกเข้าไปเข่นฆ่า ทุบตี นักศึกษาประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บนับร้อยคน ที่เหลือ 3 พันกว่าคนถูกจับ นักศึกษา ประชาชนฝ่ายก้าวหน้าหลายพันคนหนีเข้าป่าไปพึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สงครามประชาชนขยายตัวกว่า 30 จังหวัด ทหารทั้ง 2 ฝ่ายรวมทั้งพลเมืองเสียชีวิตและบาดเจ็บพิการ เฉพาะในช่วงปี 2519-2524 หลายหมื่นคน

เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 คือความพ่ายแพ้ ความสูญเสียของประชาชนทุกฝ่ายในสังคมไทย ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ

รัฐบาลที่มีแนวคิดจารีตนิยมขวาจัด 6 ตุลาคม 2519 อยู่ได้เพียงปีเศษ ก็ถูกกลุ่มนายทหารอีกกลุ่มหนึ่งยึดอำนาจ รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ใช้วิธีเจรจาสงบศึกกับพรรคคอมมิวนิสต์แทนการสู้รบ พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเองก็มีปัญหาได้รับการหนุนช่วยจากพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อนบ้านลดลง และคนรุ่นเก่าขัดแย้งกับคนรุ่นใหม่ สงครามระหว่างทหารกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยุติลงตั้งแต่ราวปี 2524-5 นักศึกษาประชาชนกลับจากป่าโดยได้รับนิรโทษกรรม

หลังปี 2525 ชนชั้นนำไทยอาจคิดว่าพวกตนชนะแล้ว แต่ความจริงคือ ประเทศไทยพลาดโอกาสที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมการเมืองให้เข้มแข็ง คนที่เป็นนักปฏิรูปที่แท้จริงอย่างอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ถูกขับไล่ให้ต้องไปลี้ภัยในอังกฤษ ขบวนการนักศึกษาคนหนุ่มสาวที่เคยมีอุดมคติเพื่อส่วนรวมในยุค 14 ตุลาคม 2516 ต้องเสื่อมสลายไปด้วย หลังปี 2525 เยาวชนนอกจากจะสนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจการเมือง ไม่สนใจสังคมเมื่อเทียบกับเยาวชนรุ่น 2516-2519 แล้ว ส่วนใหญ่ถูกกลืนให้หลงใหลไปกับทุนนิยม คนที่แข่งสู้ไม่ได้ส่วนหนึ่ง กลายเป็นคนเกะกะเกเรและสร้างปัญหาให้สังคมเพิ่มขึ้นด้วย

40 ปีหลัง 6 ตุลาคม 2519 การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบริวารสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้น คนรวย คนชั้นกลางก็ขัดแย้งต่อสู้ทางการเมืองกันแบบแย่งอำนาจและผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง ประชาชนร่วมต่อสู้บ้างในบางเรื่อง ในบางช่วง มีการประท้วง การใช้ความรุนแรง การรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้ง ทุกรัฐบาลแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวแบบพึ่งพาการค้าการลงทุนกับบรรษัทข้ามชาติ เป็นหลัก..

ปัญหาของประเทศไทยคือ ประชาชนยังติดอยู่ในกรอบคิดที่มองอะไรแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง ถูกชักจูงให้เลือกสนับสนุนชนชั้นนำข้างใดข้างหนึ่ง เช่น ถ้าไม่นิยมทักษิณก็นิยมคสช ที่จะคิดแบบเป็นตัวของตัวเอง อย่างมีวุฒิภาวะ วิจาร์ณทุกฝ่าย อย่างจำแนกแยกแยะเฉพาะเรื่องมีน้อย

คนไทยชอบคิดแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่งทั้งในเรื่องการเมืองและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ชนชั้นนำรวมทั้งชนชั้นกลางเชื่อในแนวคิดการพัฒนาแบบทุนนิยมอย่างสุดโต่ง พวกเขาคิดว่าเมื่อสังคมนิยมล้มเหลว ใช้ไม่ได้ ก็เหลือแต่ทุนนิยมเป็นอยู่ทางเดียว ดังนั้น ไทยต้องพัฒนาตามระบบทุนนิยมข้ามชาติเสรีเพื่อที่จะเปิดรับการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศให้ได้มากที่สุด โดยคิดว่านั่นคือวิธีเดียวที่ไทยจะมีปัญญาพัฒนาเศรษฐกิจ และตามประเทศอื่นๆ เขาให้ทันได้

คนไทยถูกอิทธิพลของรัฐบาลและบริษัททุนนิยมข้ามชาติกล่อมเกลาให้มีความเชื่อว่า เราจำเป็นต้องตัดไม้ทำลายป่า ต้องสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ต้องสร้างโรงไฟฟ้า ต้องให้บรรษัทข้ามชาติมาลงทุนอุตสาหกรรมมากๆ ฯลฯ เศรษฐกิจประเทศไทยถึงจะได้เจริญ มีงานให้คนทำ มีสินค้าและบริการให้คนเพียงพอ พวกเขาไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจว่าเราอาจพัฒนาทางเลือกอื่นได้

นั่นก็คือ เราสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบให้เป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมกับระบบสหกร์ณ วิสาหกิจชุมชน รัฐสวัสดิการ ที่เน้นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษา ฐานะทางสังคมที่เป็นธรรม การพึ่งตนเองระดับประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกต่างๆ การปฏิรูปในแนวนี้เท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหา การซื้อเสียงขายเสียง ระบบอุปถัมภ์ วัฎจักรการที่นักเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลโกงกิน การประท้วงโดยชนชั้นกลางและการยึดอำนาจโดยทหารได้

ประชาชนกลุ่มที่คาดหมายว่ากลุ่มนายทหารและเทคโนแครตหรือนักวิชาชีพจะปราบโกงและปฏิรูปประเทศได้ คาดหมายอย่างไม่สมจริง พวกเขาเป็นเป็นพวกหัวเก่า อำนาจนิยม ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศแบบเป็นธรรมและยั่งยืนจริง ทำงานบริหารไม่เก่ง ไม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจการเมืองของภาคประชาชนที่เป็นจริง ไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีการศึกษา รู้ข้อมูลข่าวสาร เป็นตัวของตัวเอง มีสิทธิอำนาจความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาหลัก ที่รากของปัญหา ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาย่อยๆ ไปวันๆ

รัฐบาลคสช,พัฒนาเศรษฐกิจแบบเน้นการพึ่งพาทุนต่างชาติและทุนใหญ่ไม่ต่างจากกลุ่มทักษิณหรือ.ประชาธิปัตย์..พวกเขายังไม่เข้าใจว่าเราสามารถพัฒนาทางเลือกอื่นๆ เช่น แนวทางสังคมนิยมประชาธิปไตย เศรษฐกิจพึ่งตนเองระดับประเทศสูงขึ้น พัฒนาระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ พัฒนาแนวอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็ง ความสมดุล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของเศรษฐกิจและผู้คนภายในประเทศได้มากกว่า

------------------

(หนังสือคลาสสิกแปลที่พิมพ์โดยมูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม 16 ปก และหนังสือบทกวีดีเด่นของโลกที่ผมแปล จะมีวางขายแบบลดราคาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 13-24 ตุลานี้ หรือสั่งซื้อได้ที่โทร / ไลน์ 094-203-7475 facebook : มูลนิธิเพื่อนหนังสือ)