หนังสือออกใหม่เล่มนี้พูดถึงนโยบาย “ปักหมุดเอเซีย”
ของสหรัฐ หรือ Pivot to Asia : The Future of American Statecraft in Asia มีหลายสารัตถะน่าสนใจ เพราะคนเขียนเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศว่าด้วยเอเซียตะวันออกและแปซิฟิก บางตอนพูดถึงนโยบายมะกันต่อไทย ที่มองจากคนในกระทรวงต่างประเทศของเขา
คุณเคิร์ท แคมเบลเป็นมือขวาของฮิลลารี คลินตันตอนเธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ มีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายให้สหรัฐ หันมาให้ความสำคัญกับเอเซียมากขึ้น เพราะเขาตระหนักว่าเอเซียคือหัวใจหลักของเศรษฐกิจ และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่ออเมริกา
จากเดิมที่สหรัฐหมกมุ่นอยู่กับตะวันออกกลาง ทีมงานของฮิลลารีด้านเอเซียเริ่มร่างนโยบาย “ปักหมุดเอเซีย” ให้กับประธานาธิบดีบารัก โอบามาอย่างจริงจัง
หนังสือเล่มนี้ของเคิร์ท แคมเบลร่ายยาวถึงความสำคัญของเอเซียต่ออเมริกา และผมเชื่อว่าหากฮิลลารีได้นั่งทำเนียบขาว นโยบายนี้ก็จะได้เดินหน้าต่อด้วยการมุ่งเข้ามาคึกคักในเอเซียมากขึ้น เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งคือถ่วงดุลอิทธิพลจีนและรัสเซีย
บทที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ ตอนที่เขาเขียนถึงท่าทีและนโยบายของสหรัฐฯ ที่ควรจะมีต่อประเทศไทยภายใต้นโยบาย “ปักหมุดเอเซีย”
แคมเบลไม่ใช่ “เหยี่ยว” และไม่ใช่ “พิราบ” ในกรณีนี้ เขาเสนอว่าสหรัฐฯ ควรจะต้องใช้นโยบายที่แยบยลและนิ่มนวล (nuanced and subtle) ต่อไทยเพื่อไม่ได้กดดันไทยต้องเข้าไปใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป
เขาวิเคราะห์ว่าหากสหรัฐใช้นโยบายแข็งกร้าว พอเห็นไทยมีรัฐประหารก็ปฏิเสธที่จะมีปฏิสัมพันธ์ระดับสูงกับรัฐบาลไทย ผลที่ได้จะเป็นไปในทางลบ เพราะยิ่งจะผลักไทยเข้าไปอยู่ข้างจีนมากขึ้น
เขาเสนอว่าสหรัฐควรจะต้องเปิดและรักษาช่องทางสื่อสารกับผู้นำไทยทั้งในรัฐบาล ฝ่ายค้านและกองทัพเพื่อให้กลับสู่แนวทางประชาธิปไตย
แคมเบลเสนอด้วยว่าสหรัฐจะต้องคงไว้ซึ่งความร่วมมือทางทหารและข่าวกรอง และหากจะลดความช่วยเหลือทางทหารและการร่วมซ้อมรบเพราะเกิดรัฐประหาร ก็จะต้องระวังไม่ให้การตัดความช่วยเหลือและความร่วมมือนั้น มีผลกระทบถึงความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ หรือทำให้สหรัฐถูกลดช่องทางการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางยุทธศาสตร์
เป็นครั้งแรกที่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการจากนักการทูตอาวุโสสหรัฐ คนนี้ว่าวอชิงตันมีความกลัวว่าหากนโยบายต่อไทยผิดพลาดในกรณีนี้อาจเป็นการผลักให้ไทยเข้าไปหาจีนมากขึ้น ทำให้สหรัฐลดอิทธิพลในไทยซึ่งเท่ากับเป็นผลร้ายของผลประโยชน์ของเขาเอง
แคมเบลเสนอไว้น่าสนใจว่า
“สหรัฐควรจะสนับสนุนให้ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด ก็ด้วยนโยบายการรักษาดุลยภาพระหว่างประเทศดั่งที่ไทยทำมาได้ในประวัติศาสตร์ นั่นย่อมหมายรวมถึงการรักษาความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง กับทั้งวอชิงตันและปักกิ่งในขณะเดียวกัน...”
เขาเสนอว่าด้วยเหตุผลนี้ สหรัฐจึงควรรื้อฟื้นการพูดจาระหว่างผู้นำทางทหารของทั้งสองฝ่ายอย่างสม่ำเสมอหลังจากที่ระงับไปเพราะมีเหตุรัฐประหารในไทย
แคมเบลเน้นว่าสหรัฐฯจะควรยังเดินหน้าร่วมในการซ้อมรบ Cobra Gold ซึ่งเป็นการซ้อมรบขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ มีสมาชิกเข้าร่วมถึง 28 ชาติ
นักการทูตอาวุโสมะกันคนนี้บอกว่าการซ้อมรบ “โคบร้า โกล์ด” ที่จัดในไทยมาช้านานแล้วนั้นเป็นช่องทางให้สหรัฐ สามารถสังเกตการณ์และมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญเขาบอกว่า Cobra Gold เป็น “เครื่องมือสำคัญสำหรับการทูตทางทหาร” (political diplomacy) ของสหรัฐอย่างปฏิเสธไม่ได้
พรุ่งนี้จะเล่าต่อครับว่าอดีตมือขวาของฮิลลารี คลินตันคนนี้เขามองศักยภาพการทูตไทยของเราอย่างไร






