จากบทความ “หน้าที่การดูแลความมั่นคงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของแบงก์ชาติ” โดยคุณวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร
ที่ลงในคอลัมน์นี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ได้ชี้ให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในการแบ่งแยกหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างหน่วยงานเจ้าของ หน่วยงานผู้กำกับนโยบาย หน่วยงานผู้กำกับดูแลความมั่นคง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งคือผู้ปฏิบัติ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ สอดคล้องวัตถุประสงค์ตามความเชี่ยวชาญได้โดยอิสระ โดยส่วนหนึ่งของการปฏิรูปดังกล่าว คือ การมอบหมายให้แบงก์ชาติเป็นผู้กำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือแบงก์รัฐ จากเดิมที่แบงก์ชาติทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบเท่านั้น ภายใต้บทบาทใหม่นี้ การสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทของแบงก์รัฐซึ่งมีพันธกิจและลักษณะการดำเนินธุรกิจแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์และระหว่างแบงก์รัฐด้วยกันเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นประโยชน์ในการออกเกณฑ์และกำกับดูแลความมั่นคง เพื่อให้แบงก์รัฐยังสามารถสร้างสมดุลระหว่างการทำหน้าที่ตามพันธกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นการช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินอีกด้วย
หากเอ่ยถึงบทบาทหลักของแบงก์รัฐ หลาย ๆ คน ก็ย่อมนึกถึงหน้าที่การเป็นตัวกลางในการระดมเงินฝากและปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนหรือธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์หรือ ผู้ให้บริการอื่น (Non-banks) ได้ โดยผลการสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินที่แบงก์ชาติร่วมจัดทำกับสำนักงานสถิติแห่งชาติหรือ สสช. ในปี 2556 พบว่า ประชาชนประมาณ 4% ยังขาดโอกาสในการใช้บริการทางการเงิน ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในภาคใต้และภาคอีสาน เนื่องจากมีฐานะการเงินที่ไม่ดีนัก ประกอบกับไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อ หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากสาขาของธนาคารพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้หน้าที่สำคัญของแบงก์รัฐคือการเข้ามาปิดช่องว่างทางการเงินเพื่อกระจายโอกาสทางการเงินให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศได้ นอกจากนี้ แบงก์รัฐเองยังมีบทบาทอีก 3 ด้านที่ช่วยกระจายโอกาสทางการเงินให้ทั่วถึงเช่นกัน คือ การพัฒนาระบบสถาบันการเงิน การฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงที่ชะลอตัว และการสนับสนุนนโยบายการเงินการคลังของภาครัฐ บทความนี้จะกล่าวถึงบทบาทแรกก่อน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจมากที่สุด
คำถามสำคัญ คือ ที่ผ่านมาแบงก์รัฐทำหน้าที่ปิดช่องว่างทางการเงินได้ดีหรือไม่? เพื่อตอบคำถามนี้จะขอพิจารณาบทบาทของแบงก์รัฐใน 2 มิติ คือ ช่องทางการเข้าถึงบริการ และการให้บริการทางการเงินพื้นฐานอย่างสินเชื่อ
โดยมิติแรกพบว่า แบงก์รัฐเข้าไปให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากสาขาของธนาคารพาณิชย์ โดยช่องทางการเข้าถึงประชาชนที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างสาขา ตู้ ATM และตู้รับฝากเงิน (CDM) ของแบงก์รัฐ ประมาณ 90% กระจายตัวอยู่ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ แบงก์รัฐบางแห่งยังเพิ่มช่องทางการเข้าถึงประชาชนในรูปแบบสาขาเคลื่อนที่ โดยนำรถออกไปให้บริการทางการเงินในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีสถาบันการเงินรูปแบบอื่นเปิดให้บริการ และปัจจุบันแบงก์รัฐเองยังอยู่ระหว่างการส่งเสริมความรู้และพัฒนาสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเตรียมพร้อมให้เป็นตัวแทนการให้บริการหรือ Banking Agent ที่ใกล้ชิดกับคนในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนทุกระดับเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง Internet Banking และ Mobile Banking เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคดิจิตอลให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น
ในมิติที่สอง ซึ่งเป็นการให้บริการทางการเงินพื้นฐานอย่างสินเชื่อพบว่า แบงก์รัฐให้สินเชื่อแก่กลุ่มเป้าหมายแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ โดยเน้นภาคเกษตรและครัวเรือน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด กลุ่มรายได้ต่ำ และวงเงินสินเชื่อต่ำ หากพิจารณาพอร์ตสินเชื่อของแบงก์รัฐแล้วพบว่า เกือบ 70% เป็นสินเชื่อที่ให้แก่ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งมีจำนวนมากและเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่อาจประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสาเหตุสำคัญน่าจะมาจากรายได้เกษตรกรที่ผันผวนตามฤดูกาลผลิต ความเสี่ยงด้านผลผลิตจาก
ภัยธรรมชาติและโรคระบาด การจัดทำรายรับรายจ่ายที่ไม่ชัดเจน และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งลดทอนความสามารถในการชำระหนี้ โดยจะเห็นบทบาทของแบงก์รัฐในการสนับสนุนเงินทุนชัดเจนในช่วงที่รายได้เกษตรกรหดตัวจากปัญหาน้ำท่วมปี 2554 และภัยแล้งปี 2558 รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ครัวเรือนฐานรากก็เป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่แบงก์รัฐเข้าไปปิดช่องว่างด้วยการให้สินเชื่ออุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยในการใช้จ่ายเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน โดยส่วนใหญ่แบงก์รัฐจะเน้นให้สินเชื่อแก่ประชาชนระดับฐานรากซึ่งเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกับธนาคารพาณิชย์ และไม่ได้เน้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และบัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์และ Non-banks เป็นผู้ให้บริการหลักอยู่แล้ว นอกจากนี้ แบงก์รัฐยังให้สินเชื่อแก่กองทุนหมู่บ้านเพื่อนำไปปล่อยต่อให้กับสมาชิกในชุมชน ซึ่งช่วยให้ภาคครัวเรือนเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เนื่องจากกองทุนหมู่บ้านมีความใกล้ชิดและรู้จักตัวตนของลูกค้ามากกว่า ทั้งนี้ ผลการสำรวจของ สสช. ระบุว่า กองทุนหมู่บ้านมีส่วนช่วยให้ครัวเรือนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้นจากสัดส่วนหนี้เงินกู้จากกองทุนหมู่บ้านต่อหนี้เงินกู้รวมทั้งหมดของครัวเรือน เพิ่มขึ้นจาก 19.2% ในปี 2552 เป็น 23.6% ในปี 2556
สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อภาคธุรกิจนั้น แบงก์รัฐก็เน้นกลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัด กลุ่มรายได้ต่ำ และวงเงินสินเชื่อต่ำ โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของแบงก์รัฐเกือบ 70% ปล่อยให้กับประชาชนในต่างจังหวัดและเน้นกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งก็เป็นในทิศทางเดียวกับสินเชื่อธุรกิจที่แบงก์รัฐก็ได้เข้าไปปิดช่องว่างโดยเน้นการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าในต่างจังหวัดและเน้นวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 1 ล้านบาทเช่นกัน
หลังจากการพิจารณาบทบาทแรกก็พอจะเห็นภาพว่า แบงก์รัฐช่วยเติมเต็มโอกาสทางการเงินทั้งช่องทางการให้บริการ และการตอบสนองบริการพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง ในฉบับถัดไปจะขอกล่าวถึงอีก 3 บทบาทที่เหลือที่มีความท้าทายต่อแบงก์รัฐไม่แพ้บทบาทแรก
-------------------
นางสาวทิพย์สุดา สุขดำ
นายธาริศ วสุพงศ์โสธร






