วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมกะเทรนด์ถึงวันนี้ก็ยังอินเทรนด์

เมื่อราวสี่ห้าปีก่อนเมกะเทรนด์เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงในแทบทุกวงการ มาวันนี้ที่เรามุ่งหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 บอกได้

เลยว่า เมกะเทรนด์ทั้ง 6 ด้านก็ยังไม่ตกเทรนด์ แถมจะมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก และไม่ว่าเทรนด์ไหนจะมาแทนเมกะเทรนด์ในอนาคต ก็ล้วนแก่เป็นสิ่งที่ต่อยอดจากเมกะเทรนด์เหล่านี้ ดังนั้น ถ้าอยากจะอินเทรนด์ก็ต้องเข้าใจว่าทั้ง 6 ด้านที่ว่ามีอะไรบ้าง

เทรนด์แรก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร  การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ควบคู่ไปกับอัตราการเกิดที่ลดลง ในสังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นนั้น ความต้องการบริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญก็คือ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง มีอำนาจซื้อสูง จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจควรคว้าเอาไว้ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ แม้จะค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือก แต่ถ้าหากเลือกซื้อสินค้าหรือบริการใดแล้วถูกใจ ก็จะกลายเป็นลูกค้าขาประจำไปเลย เฉพาะในอาเซียนอย่างเดียว อีกไม่เกิน 10 ปี จะมีผู้สูงอายุประมาณ 60 ถึง 65 ล้านคน หรือพอๆ กับจำนวนประชากรไทยในตอนนี้เลยทีเดียว

เทรนด์ที่สอง ความมั่งคั่ง  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเพียงกลุ่มเดียว ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อในประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการซื้อหาสินค้าและบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน มีความสนใจลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การศึกษา และการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน

เทรนด์ที่สาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ช่วยให้การค้นหา จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลสามารถทำได้สะดวกสบาย รวดเร็ว มีต้นทุนต่ำลง ข้อมูลจึงถูกเผยแพร่และถูกนำไปใช้มากขึ้น ฐานข้อมูลออนไลน์จึงกลายเป็นแหล่งภูมิปัญญาใหม่ของมนุษยชาติ

นอกจากนี้แล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศยังทำให้เกิดการหลอมรวมกันของวิธีการติดต่อสื่อสาร เมื่อก่อน ถ้าอยากดูละคร ก็ต้องรอดูจากโทรทัศน์ อยากอ่านหนังสือพิมพ์ก็ต้องซื้อจากร้านมาอ่าน อยากคุยกับเพื่อนแบบเห็นหน้า ก็ต้องเดินทางไปหา จะฟังรายการวิทยุ ก็มีวิทยุติดตัวไว้ แต่ในสมัยนี้ แค่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนกับอินเตอร์เน็ท ก็สามารถทำทุกอย่างได้แล้ว

เทรนด์ที่สี่ กระแสโลกาภิวัฒน์  การติดต่อค้าขายและการลงทุนข้ามประเทศที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้นทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การเคลื่อนย้ายของประชากรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติ และการเติบโตของโลกออนไลน์ ทำให้โลกถูกย่อส่วนให้เล็กลงและแบนราบมากขึ้น สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ค่านิยม วิถีชีวิต ทัศนคติของคนในประเทศต่างๆ มีความคล้ายคลึงกัน กลายเป็นวัฒนธรรมสากล แต่ในขณะเดียวกัน ความพยายามในการรักษาตัวตนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจที่สามารถแสวงหาโอกาสจากความเป็นสากลและธุรกิจที่สามารถสร้างจุดแข็งจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ต่างก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน

เทรนด์ที่ห้า  เอเชียมีบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมต่อสังคมโลกมากขึ้น  หลายประเทศในเอเชียมีการสะสมความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจีนที่กลายเป็นหนึ่งหัวจักรสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียและเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุนี้ ประชากรในเอเชียจึงเป็นทั้งลูกค้าและนักลงทุน เป็นที่หมายตาของธุรกิจทั่วโลก การรวมกลุ่มกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน ยิ่งจะทำให้อิทธิพลของอาเซียนและเอเชียในสังคมโลกมีมากขึ้นไปอีก

เทรนด์ที่หก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในโลก  การพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลในระบบนิเวศน์ของโลก อุณหภูมิและฤดูกาลมีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ

ปัญหานี้ยังส่งผลต่อวิถีในการทำธุรกิจ ธุรกิจที่หวังแต่จะกอบโกยผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงผลที่มีต่อสิ่งแวดล้อม กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากลูกค้า ธุรกิจไหนที่มองข้ามเรื่องนี้ จะทยอยเสียลูกค้าไปเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ชาญฉลาด ย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า เพื่อสร้างธุรกิจของตนเองให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จนสามารถกระโดดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการได้

เทรนด์ทั้ง 6 ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเขย่าโลกของเราอยู่และยังจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี มีทั้งคุณและโทษต่อธุรกิจ ธุรกิจที่จับจุดได้ รู้จักปรับตัวก่อน ย่อมได้ประโยชน์ ส่วนธุรกิจที่คอยแต่เป็นผู้ตาม เผลอนิดเดียว จะพบว่าคู่แข่งที่เคยไล่กันอยู่ กลับนำหน้าไปจนตามไม่ทันเสียแล้ว