หากหลับตา แล้วลองจินตนาการถึงการคมนาคมขนส่งในอีก 25 ปีข้างหน้า หลายท่านคงนึกถึงภาพในนิยาย
หรือการ์ตูนวัยเด็ก ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ประหยัด และไร้มลพิษ
แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากผู้เดินทางไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์ โดยอาจเรียกรถแท็กซี่หรือรถสาธารณะที่ไร้คนขับได้ในทันทีที่ต้องการเดินทาง ทำให้ต้นทุนการเดินทางยิ่งประหยัดลง เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายดูแลรักษารถยนต์ ที่โดยปกติซื้อมาแล้วจอดทิ้งไว้ถึงกว่า 96% ต่อวัน
และนั่นคือเป้าหมาย ทราวิส คาลานิค (Travis Kalanic) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Uber บริษัทแท็กซี่ออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าถึงกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสาขาในกว่า 425 เมืองใหญ่ใน 72 ประเทศทั่วโลก มีลูกค้ากว่า 30 ล้านคนต่อเดือน และที่สำคัญที่สุด บริษัทนี้ไม่ได้เป็นเจ้าของแท็กซี่เองแม้แต่คันเดียว
เป็นที่ทราบกันดีว่า หากให้ยกตัวอย่างบริษัทเกิดใหม่ (Start Up) ที่ประสบความสำเร็จ ชื่อของ Uber ที่เป็น Start Up ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้จะมาเป็นชื่อแรก เพราะตอบโจทย์ทั้งรูปแบบที่เป็น Application บนมือถือ เป็นการจับคู่ระหว่างผู้ต้องการเดินทางและเจ้าของรถในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) รวมไปถึงจุดหมายในอนาคตที่ต้องการเป็นตัวเลือกในการคมนาคมที่ประหยัดและรวดเร็ว และแทนการเป็นเจ้าของรถยนต์
และด้วยโมเดลการทำธุรกิจแนวใหม่นี้เอง ทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก และทำให้ Uber ที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งเพียง 6 ปีสามารถขยายรูปแบบการทำธุรกิจ โดยนอกจากจะมี Uber X ที่เป็นบริการแท็กซี่แบบปกติแล้ว ยังมี Uber Pool ที่เป็นบริการแท็กซี่แบบ Car Pool หรือร่วมแชร์ค่าโดยสาร Uber Fresh หรือ Uber Eat ที่เป็นบริการส่งอาหาร Otto หรือบริการส่งสินค้า รวมถึงพัฒนาคิดค้นการขับขี่แบบไร้คนขับ และกำลังเริ่มทดลองใช้จริงในรัฐเพนซิวาเนียอีกด้วย
การที่ Uber ขยายทั้งในแง่ตลาดใหม่ ๆ และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสามารถระดมทุนได้มหาศาลแม้ว่าจะยังทำกำไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย (Uber ในสหรัฐยังขาดทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้) เป็นเพราะสาเหตุ 3 ประการ
หนึ่ง ได้แก่ รูปแบบโมเดลธุรกิจของ Uber เองที่จับจุดกระแสการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้ถูก ไม่ว่าจะเป็น (1) กระแสความนิยม “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ที่มีมากขึ้นตามเทคโนโลยีมือถือและความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์ (2) โมเดลธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ (ซึ่งก็คือรถยนต์) มากนัก (Asset-light Business Model) แต่เป็นการจับคู่ระหว่างความต้องการเดินทางและผู้มีรถยนต์และต้องการหารายได้พิเศษมากกว่า และ (3) กระแสคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการ (pay for access) มากกว่าที่จะต้องเป็นเจ้าของมากขึ้น
สอง ได้แก่ โมเดลธุรกิจที่เน้นการเติบโตก่อนที่จะเน้นกำไร โดยพร้อมที่จะทำสงครามราคาสู้กับคู่แข่ง เช่น Lyft ในสหรัฐ (Market Share 20%/ Uber 80%) Ola ในอินเดีย (Market share อันดับหนึ่ง) และ Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็เป็นเพราะธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงนี่เอง ทำให้ Uber ต้องปรับตัวตลอดเวลาเพื่อให้ทั้งสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ ทั้งในเมืองเดิม และขยายกิจการในเมืองใหม่
โดยในเมืองเดิมนั้น สิ่งที่ Uber ทำ ได้แก่การพยายามลดต้นทุนต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรทั้งถูกว่าค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ โดยในปัจจุบัน Uber ทำให้ต้นทุนเฉลี่ย (ในเมืองนิวยอร์ค) อยู่ที่ประมาณ 33 บาทต่อกิโลเมตร ลดลง 2 เท่าจากปีก่อน และหาก Uber สามารถนำรถยนต์ที่ไร้คนขับมาให้บริการได้แล้ว ต้นทุนอาจลดลงเหลือ 19.4 บาทต่อกิโลเมตรก็ได้
สาม รูปแบบการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง ทั้งการขยายเข้าสู่บริการอื่น ๆ ทั้งการใช้เทคนิคในการบริหารจัดการแบบใหม่ และทั้งการเข้ารุกในธุรกิจอื่นในรูปแบบควบรวมหรือซื้อกิจการ เช่นเข้าซื้อบริษัท Otto การควบรวมกิจการ (M&A) กับ Didi Chuxing คู่แข่งสำคัญในจีน เพื่อขจัดปัญหาการแข่งขันผ่านการตัดราคา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า Uber ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สูงยิ่ง และมีโอกาสสูงที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จดังคาด เนื่องจากความเสี่ยง 3 ประการเช่นกัน
ความเสี่ยงประการแรก ได้แก่ กฎระเบียบของภาครัฐ โดยที่ผ่านมา โมเดลที่ Uber ใช้เสมอคือใช้นวัตกรรมนำหน้ากฎระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Application ที่จับคู่ผู้มีรถยนต์กับผู้โดยสารเข้าด้วยกัน โดยผู้มีรถยนต์ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ ทำให้ถูกต่อต้านจากทางการและธุรกิจแท็กซี่ที่มีอยู่เดิมในหลายประเทศ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีการขับขี่ไร้คนขับ ที่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับการยอมรับในแวดวงการกำกับนโยบาย
ความเสี่ยงประการที่สอง ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยที่ผ่านมา แม้ Uber จะเป็นผู้ครองตลาด แต่ก็ไม่ได้ไร้ซึ่งบาดแผล เพราะตลาดรถยนต์สาธารณะนั้นเป็นตลาดที่แข่งขันค่อนข้างสมบูรณ์ กล่าวคือ มีผู้เล่นรายใหม่ได้ง่าย หากพร้อมจะลดกำไร (Margin) เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งการตลาด โดยในตลาดสหรัฐนั้น Uber เสียฐานลูกค้าให้ Lyft อย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2557-58 และเพิ่งดึงส่วนแบ่งตลาดกลับได้บ้างในปีนี้
ขณะที่ในต่างประเทศเองนั้น ฝันร้ายของ Uber ก็เกิดขึ้นเมื่อคู่แข่งทั้งสี่ของ Uber อันได้แก่ Lyft ในสหรัฐ Didi Kuaidi ในจีน Ola ในอินเดีย และ Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จับมือรวมกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือด้านบริการ ทำให้ Uber ต้องเร่งพัฒนาเพื่อถีบตัวเองให้เหนือคู่แข่ง
ความเสี่ยงประการสุดท้าย ได้แก่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีไร้คนขับที่ Uber เล็งไว้นั้น เป็นที่หมายปองของผู้เล่นด้านยานยนต์และเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Apple Google Tesla Ford และ Volvo เป็นต้น โดยหากมีผู้หนึ่งผู้ใดสามารถทำสำเร็จได้และผ่านการยอมรับของผู้กำกับกฎเกณฑ์แล้วนั้น โอกาสที่ Uber จะถึงฝั่งฝัน และครอบครองตลาดการคมนาคมขนส่งทั่วโลกที่มีมูลค่ารวมกันถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็เป็นไปได้ยาก
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือไม่ แต่อาจกล่าวได้ว่า Uber คือผู้ตัดถนนสู่โลกแห่งการคมนาคมที่ประหยัดและสะดวกสบายในอนาคต
----------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

