รัฐบาลเตรียมเร่งฟื้นฟู การรถไฟแห่งประเทศไทย
(ร.ฟ.ท.)อีกครั้ง เนื่องจากในอนาคตอันใกล้นี้ ร.ฟ.ท.จะต้องเข้ามารับผิดชอบระบบราง ที่กำลังจะเกิดการพัฒนาอีกมากในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครบางเส้นทาง รวมทั้งนโยบายการปรับปรุงการใช้ระบบขนส่งทางรางของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัญหาการฟื้นฟูการรถไฟฯมีความคืบหน้าไม่มากนัก
รัฐบาลนี้ถือว่าให้ความสำคัญกับการรถไฟฯ อย่างมาก และหากเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนๆแล้วก็จะเห็นว่ามีความพยายามเข้าไปดูค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากปัญหาของการรถไฟฯที่มีมานาน เพราะเป็นองค์กรเก่าแก่และไม่เคยผ่านการปฏิรูปหรือปรับปรุงองค์กรอย่างจริงจังนัก ทำให้ทุกรัฐบาลมักจะเผชิญกับปัญหาเดียวกัน เมื่อพูดถึงนโยบายการแก้ปัญหาการรถไฟฯ นั่นคือ ปัญหาหนี้ ปัญหาเรื่องบำเหน็จบำนาญ ปัญหารายได้ และปัญหาบุคลากร
ปัญหาใหญ่ของการรถไฟฯ ที่ผ่านมามักจะมุ่งไปที่เรื่องหนี้สินที่มีอยู่จำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถขยับทำอะไรได้มากนัก นอกจากการดำเนินงานตามปกติ แต่เนื่องจากการรถไฟฯ เป็นบริการสาธารณะที่มีต้นทุนดำเนินการค่อนข้างสูง จึงทำให้ประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด และวิธีการแก้ปัญหาหนี้สินของรัฐบาลในอดีตคือใช้งบประมาณจ่ายหนี้แทน แต่เมื่อทุกอย่างยังดำเนินการเช่นเดิม ก็ทำให้ปัญหานี้สินวนเวียนกลับมาอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป
แน่นอนว่าปัญหานี้สินย่อมเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานหลายเรื่อง และยิ่งการรถไฟฯมีกรอบกติกาในฐานะรัฐวิสาหกิจด้วยแล้ว ก็ยิ่งขาดความคล่องตัวในเรื่องการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่การมุ่งไปแก้ประเด็นหนี้สินทุกครั้งเมื่อมีการกล่าวถึงการปฏิรูปหรือการฟื้นฟูการรถไฟฯ อาจเป็นเรื่องปลายเหตุที่ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องแก้ไข และหวังว่าจะทำให้การแก้ปัญหาเรื่องอื่นง่ายขึ้น
แต่จากประสบการณ์ในอดีตไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลในอดีตเคยแก้ปัญหาหนี้สินไปแล้ว แต่ทุกอย่างก็กลับมาสู่จุดเดิมอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาอื่นที่ใหญ่กว่าปัญหาหนี้สินเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโครงสร้างองค์กรและบุคลากรของการรถไฟฯ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประเมินกันว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบเร่งดำเนินการเช่นเดียวกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเรารู้ปัญหาที่แท้จริงของการรถไฟฯ แต่เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์
ยิ่งกว่านั้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อภาคเอกชนเข้ามาบริหารรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ปรากฏว่ามีรายได้และผลกำไรที่สามารถอยู่ได้ ทั้งๆที่อัตราค่าโดยสารก็ยังอยู่ในอัตราที่ควบคุมโดยสัญญาระหว่างเอกชนกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงประเด็นประสิทธิภาพการบริหารงานมากขึ้น อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับการรถไฟฯเข้าไปบริหารแอร์พอร์ตลิงค์ก็ยิ่งทำให้ประเด็นประสิทธิภาพการบริหารงานเห็นได้ชัดมากขึ้น
ดังนั้น ความพยายามฟื้นฟูการรถไฟฯ จำเป็นอย่างยิ่งต้องเข้ามาพิจารณา เรื่ององค์กรและบุคลากรอย่างจริงจัง ว่าสมควรจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูเหมือนจะรับรู้ปัญหาดีอยู่แล้ว แต่ยังมุ่งไปแก้ในประเด็นหนี้สิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยทำมาแล้ว แต่ไม่ได้ผลอย่างแท้จริง แต่ในเมื่อรัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดมาแล้่วในหลายเรื่องก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี
รัฐบาลต้องตระหนักว่าในขณะนี้งบประมาณและงานสำคัญระดับประเทศ ที่ต้องทำผ่านการรถไฟฯนั้นค่อนข้างสำคัญ แต่หากไม่มีการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างที่ควรจะเป็น ก็อาจส่งผลกระทบในระยะยาวมากยิ่งขึ้น เพราะอย่าลืมว่าในครั้งนี้งบประมาณและภาระที่เกิดขึ้นจากโครงการขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก หากทุกอย่างยังเป็นเช่นเดิม ก็น่าเป็นห่วงไม่น้อยว่าในอนาคตจะเกิดภาระเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด






