วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยักษ์ๆ แย่งกันเบียดเสียดแถวบ้านเรา!

ผมเพ่งพินิจรูปนี้ แล้วก็เห็นความหมาย ทางการเมืองระหว่างประเทศไม่น้อย

ปูตินยิ้มเยาะๆ แตะแขนโอบามา ขณะที่สีจิ้นผิงมองทั้งสองด้วยอารมณ์รื่นเริง... หรือนี่คือภาพ “หมีขาวจับมือมังกรเขย่าอินทรี”?

นี่เป็นรูปของผู้นำมหาอำนาจทั้งสามนี้ ที่การประชุมสุดยอด G-20 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วก็พอจะเห็นภาพของการแก่งแย่งชิงอิทธิพลของสามยักษ์ใหญ่ในเอเซีย โดยเฉพาะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ยิ่งหากติดตามการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว ที่จัดต่อจากหางโจวแล้ว ก็ยิ่งจะเห็นการต่อสู้ทางการเมือง และการทูตของสหรัฐ จีนและรัสเซียในย่านนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

บทวิเคราะห์ของวีโอเอภาคภาษาไทย ในห้วงเวลาเดียวกันเมื่ออาทิตย์ก่อน ถามไถ่ความเห็นนักวิชาการหลายคนได้บทสรุปที่น่าสนใจ

บางตอนของบทความนั้นบอกว่า

เมื่อหลายประเทศต่างแข่งขันกัน เพื่อสร้างอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้

ขณะที่ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า กำลังเยือนเอเชียครั้งสุดท้ายในฐานะผู้นำสหรัฐ ได้มีการพูดถึงผลกระทบด้านต่างๆ ของนโยบายปรับสมดุลใหม่โดยมีเอเชียเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลโอบาม่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่สหรัฐ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่หันมาสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพราะหลายปีมานี้ จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ก็เพิ่มความสำคัญกับภูมิภาคนี้เช่นกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมา จีนคือประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ดูเหมือนประเทศอื่นๆ ก็กำลังวิ่งไล่ตามจีนมาติดๆ หนึ่งในนั้นคือ ญี่ปุ่น

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าลงทุนในจีนและฮ่องกง โดยมีอิทธิพลของจีนและนโยบายของสหรัฐ ที่มุ่งเน้นมาทางเอเชียมากขึ้น เป็นแรงผลักดัน

คุณ Titil Basu นักวิเคราะห์ของสถาบัน Defense Studies and Analyses ในกรุงนิวเดลลี กล่าวว่าการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนในอาเซียน ทำให้ญี่ปุ่นไม่อาจอยู่นิ่ง และจำเป็นต้องเดินหน้าเพื่อเพิ่มบทบาทของตนในภูมิภาคนี้

ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นไม่จำกัดเฉพาะการลงทุนและธุรกิจเท่านั้น แต่ยังพยายามสานสัมพันธ์ทางการทูตและการทหารด้วย เช่น การจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งให้กับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

คุณ Richard Bitzinger นักวิเคราะห์อาวุโสแห่ง S.Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ชี้ว่า เวลานี้ดูเหมือนทุกประเทศสามารถเป็นได้ “ทั้งมิตรและศัตรู” ในเวลาเดียวกัน

 คู่มหาอำนาจอย่างจีนกับสหรัฐ หรือจีนกับรัสเซีย ต่างมีทั้งโอกาสและผลประโยชน์ที่ต้องร่วมมือกัน ในขณะเดียวกันก็มีช่วงที่ต้องกระทบกระทั่งและแข่งขันกันด้วย โดยเฉพาะในประเด็นทะเลจีนใต้

ในกรณีของรัสเซีย แม้จะมาทีหลัง คือก้าวเข้ามามีบทบาทในอาเซียนหลัง จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ แต่ก็ถือว่าเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในตลาดพลังงานและการค้าอาวุธ นอกจากจะร่วมมือกับเวียดนามในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานปรมาณูแล้ว ยังเป็นผู้จัดหาเรือดำน้ำหลายลำให้กับรัฐบาลกรุงฮานอย เพื่อใช้ในการปกป้องพื้นที่ที่เวียดนามกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ในแถบทะเลจีนใต้ แม้ทางรัฐบาลรัสเซียเองได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนในบริเวณนั้น

อาจารย์ Lo Chih-Cheng แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Soochow ในไต้หวันบอกว่าดูเหมือนขณะนี้รัสเซียกำลังย้ายยุทธศาสตร์จากทางยุโรปมาเป็นเอเชีย หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น นโยบายมุ่งเน้นมาทางเอเชียในแบบฉบับของรัสเซีย เหมือนที่สหรัฐ กำลังทำอยู่ เป้าหมายเพื่อคานอิทธิพลของสหรัฐ ในภูมิภาคนี้ผ่านการร่วมมือกับปักกิ่ง

และในขณะที่ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ต่างไม่ต้องการให้สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตึงเครียดไปมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าโอกาสเกิดความขัดแย้งระหว่างกันและกันกลับเพิ่มมากขึ้นเพราะต่างไม่ต้องการสูญเสียผลประโยชน์ในส่วนของตน

คุณ Richard Bitzinger แห่ง S.Rajaratnam School of International Studies ชี้ว่ากำลังเกิดความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงความขัดแย้งรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาถึงท่าทีต่างๆ และการที่อาวุธจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียน

เขาบอกว่าอาวุธอานุภาพสูงหลายแบบที่ถูกขนย้ายเข้ามา ประกอบกับการไม่ยอมอ่อนข้อและการดำเนินนโยบายที่เสี่ยงต่อสงคราม ย่อมหมายความว่าการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างประเทศที่มีข้อพิพาท ก็มีโอกาสจะลุกลามใหญ่โตจนยากจะควบคุมได้มากขึ้นเช่นกัน

สรุปว่าประเทศใหญ่ ๆ ทั้งหลายต่างมาเบียดเสียดกันแถวบ้านเรา ไม่มีมิตรหรือศัตรูถาวร จับคู่สลับกันไปมาแล้วแต่ผลประโยชน์ของตน

หากไม่ระวัง น้ำผึ้งหยดเดียวอาจกลายเป็นสงครามได้!