จำได้ว่าว่าในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีความพยายามเดินหน้าประเทศไทย
ด้วยการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศ วลีที่ว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” จึงเป็นคำกล่าวที่คนในยุคนั้นมีความคุ้นชินอย่างดี
สำหรับในปัจจุบันที่ คสช. กำลังทำหน้าที่เพื่อให้สามารถก้าวเดินไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ว่าจะให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ให้จงได้ สิ่งหนึ่งที่พบว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเดินหน้าไปถึงจุดหมายดังกล่าว คือ พิษภัยของคนโกง คนเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ยังปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่น
ปัญหาเรื่องการรุกที่ดินผืนป่าทรัพยากรธรรมชาติที่คนทำคนร่วมกระทำล้วนแต่ขาดความละอายต่อความเลวที่กระทำลงไป อีกทั้งยังไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายด้วยอาจมองเห็นว่ามีผู้มีอิทธิพลให้ความคุ้มครองดูแลปกป้อง เรียกว่ายุคใครยุคมัน คนที่อยากก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดแทงกั๊กไม่เป็น ต้องแทงแบบหมดหน้าตัก ทำให้ปรากฎการณ์การโกงการฉ้อฉลฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ผลการสำรวจความคิดเห็นออกมาในแต่ละครั้งพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องการให้รัฐบาลโดยการนำของหัวหน้า คสช. ดำรงคงอยู่ทำหน้าที่ต่อไป เพราะเชื่อว่าในเวลาที่แม้ประชาธิปไตยจะยังไม่เต็มใบนัก น่าจะทำอะไรได้ง่ายกว่าในยุคของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ต้องกริ่งเกรงห่วงฐานคะแนนนิยมและผู้มีอุปการคุณมากมาย
วันนี้ประเทศคู่แข่งทางการค้าเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ทางการเมืองในภูมิภาคเดียวกันกับเราต่างเหลือบมองประเทศไทยที่มีอัตราความเจริญเติบโตในด้านต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากภายนอกและปัญหาการบริหารจัดการภายในของรัฐบาลเองที่อาจยังเกาไม่ถูกที่คันจริงๆ ในหลายเรื่อง แต่ภาพรวมต้องยอมรับว่าเราดีกว่าหลายประเทศ ไม่ต้องมองไกลเฉพาะในภูมิภาคเดียวกันเราน่าจะทวงแชมป์การเป็นผู้นำอาเซียนคืนมาได้ในไม่ช้า
ทุกอย่างต้องอยู่ที่พวกเราคนไทยด้วยกันว่าเราจะเลือกทำเลือกเดินไปข้างหน้ากันยาวไกลเพียงใด ถ้าคิดแบบอยู่กันไปแบบวันต่อวัน เราอยู่ได้ไม่ยาก แต่จะอยู่กันแบบเดิมๆ เป็นวังวนของระบบพวกพ้อง ผู้มีอิทธิพลเข้ามาคุมพื้นที่จัดสรรแหล่งทำมาหากินทั้งถูกและผิดกฎหมาย ใครอยากได้อยากมีส่วนแบ่ง ต้องยอมเข้าพวกจ่ายสินบนค่าน้ำร้อนน้ำชาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ และผู้มีอิทธิพลที่แทรกซึมอยู่ตั้งแต่ถนนรนแคมไปกระทั่งพวกที่ต้องอาศัยเส้นสนกลในเชื่อมต่อไปถึงผู้มีอำนาจในการอนุมัติโครงการหรือให้สิทธิพิเศษในการทำมาหากิน
ที่ผ่านมาถึงได้เห็นเครือข่ายคนเหล่านี้คุมกันตั้งแต่ส่วนท้องถิ่นลากยาวไปถึงตัวรัฐมนตรีผู้อนุมัติโครงการอยู่ในกระทรวง เสียงอื้ออึงแห่งความเดือดร้อนเซ็งแซ่กระทั่งไม่น่าเชื่อว่าผู้มีอำนาจตัวจริงในเวลานั้นจะไม่รับรู้หรือไม่ได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น
หลายๆ เรื่องวันนี้ ถ้ามองอย่างฉาบฉวยก็มองได้ว่าคิดใหม่ทำใหม่ แต่คิดให้ลึกซึ้งเรากำลังจะเพาะเมล็ดพันธุ์ความคิด “พวกเขา พวกเรา” เข้ามาเหมือนเดิม คือ ใครไม่ใช่พวก จะทำดีอย่างไรก็ผิด หายใจยังผิดเลย ส่วนพวกเราจะทำเลวทำความชั่วเช่นไรก็หาความผิดไม่พบ มาตรฐานของการแก้ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะตั้งแต่ภูเขาผืนป่าและที่ดินผืนงามกระทั่งทางเท้าที่อ้างการทำมาหากินแต่ละเมิดสิทธิ์คนอื่น
กลายเป็นประเด็นถกเถียงต้องหาคนกลางคนมีอำนาจมาร่วมเจรจาทั้งที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย จะอย่างไรไม่มีใครว่าหากมาตรฐานในทุกที่จะเหมือนกันไม่ใช่ รื้อถอนที่หนึ่งได้แต่อีกที่กลับใช้การเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ต้องสำรวจต้องตั้งคณะกรรมการสับสนวุ่นวาย ขณะที่ทางเท้าบางแห่งรุกไล่ไปกระทั่งไม่ให้เขาค้าขายแต่ในบางย่านกลับยอมให้ตั้งโต๊ะตั้งร้านลงไปในถนนหนทางด้วยอ้างความเป็นวัฒนธรรมการกินอยู่
ขอเรียนว่าเป็นเรื่องของ “วัฒนธรรมความมักง่าย” ที่ต้องช่วยกันกำจัดไม่ใช่การส่งเสริมให้สร้างปัญหา และเป็นบ่อเกิดกลายเป็นสิ่งที่หลายคนเชื่อว่านำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ทั้งความมักง่ายของคนใช้รถใช้ถนนกระทั่งมีปัญหาจราจรติดขัดและไม่ปลอดภัยเป็นที่หนึ่งของโลกหรือกระทั่งการกำจัดคนโกงที่ถึงจะเบาบางลงแต่รัฐบาลก็ยังต้องประกาศรายชื่อมาเป็นระลอก วันนี้จึงต้องขอให้ช่วยเห็นแก่ชาติบ้านเมือง มองไกลและคิดถึงวันข้างหน้ากันให้มากๆ






