background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘หน้าที่’ของผู้มีหน้าที่ รายงานตามกฎหมายฟอกเงิน

‘หน้าที่’ของผู้มีหน้าที่ รายงานตามกฎหมายฟอกเงิน

ประเทศไทยมีกฎหมายฟอกเงินมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นการออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีของไทย

ตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าเป็นภาคี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ. ฟอกเงิน) ได้ถูกปรับปรุงแก้ไขมาเป็นระยะๆ โดยครั้งล่าสุดเมื่อช่วงปลายปี 2558 ในการแก้ไขแต่ละครั้งกฎหมายได้เพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ให้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน และเพิ่มขอบเขตอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานที่กำกับดูแลคือ สำนักงาน ปปง. ให้ครอบคลุมและกว้างขวางยิ่งขึ้น

เดิม พ.ร.บ.ฟอกเงินได้กำหนดให้สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมบางประเภทที่กำหนดต่อสำนักงาน ปปง. ต่อมาในปี 2552 กฎหมายได้เพิ่มหน้าที่ดังกล่าวให้ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินด้วย กล่าวคือผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 16 (9) แห่ง พ.ร.บ. ปปง.)

จากการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต การให้บริการเครือข่ายอีดีซี (EDC Network) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ การให้บริการหักบัญชี การให้บริการชำระดุล และการให้บริการรับชำระเงินแทน ต่างก็มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมบางประเภทที่กำหนดตาม พ.ร.บ. ฟอกเงิน อีกทั้งยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกหลายประการตามกฎหมาย รวมถึงการจัดให้ลูกค้าแสดงตน (Know Your Customer หรือ KYC) ทุกครั้งก่อนทำธุรกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและยังต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence หรือ CDD) อีกด้วย

เกี่ยวกับการทำ KYC และ CDD นั้น ผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็นปัญหาและอุปสรรคบางประการที่สมควรจะต้องมีการแก้ไขในแง่ข้อกฎหมายคือ ในทางปฏิบัติการทำ KYC และ CDD นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากจนอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่กฎหมายก็ยังกำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ. ปปง. มีหน้าที่ต้องดำเนินการในทั้งสองเรื่องแยกต่างหากจากกัน

โดยตามกฎกระทรวงกำหนดธุรกรรมที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตน พ.ศ. 2554 (กฎกระทรวงเรื่อง KYC) ข้อ 8 (2) กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 (9) ต้องทำ KYC ทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรมโอนเงินหรือชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้นตามกฎกระทรวง ทั้งนี้กฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2543) ได้ยกเว้นการบริการรับชำระเงินแทน (Bill Payment) เช่น การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ บัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ตามร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต่างๆ ให้ไม่ต้องทำ KYC กรณีที่ธุรกรรมมีมูลค่าน้อยกว่า 700,000 บาท

ในขณะเดียวกันกฎกระทรวงการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ. 2556 (กฎกระทรวงเรื่อง CDD) ข้อ 18 (2) ข. กำหนดให้ผู้มีหน้าที่รายงานต้องทำ CDD ทุกครั้งเมื่อมีการโอนเงินหรือการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป

จากความแตกต่างของกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น จึงเกิดความลักลั่นในทางปฏิบัติสำหรับผู้มีหน้าที่ต้องรายงานตามมาตรา 16 (9) แห่ง พ.ร.บ. ปปง. ว่าจะต้องมีการขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเพื่อประกอบการทำ KYC หรือ CDD เมื่อใดจากข้อกฎหมายข้างต้นผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 16 (9) ที่ประกอบธุรกิจการรับชำระเงินแทนไม่ต้องทำ KYC เว้นแต่ธุรกรรมจะมีมูลค่าตั้งแต่ 700,000 บาทขึ้นไป แต่จะต้องทำ CDD เมื่อธุรกรรมมีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ในทางปฏิบัติกฎกระทรวงเรื่อง KYC ที่ยกเว้นไม่ให้ผู้ประกอบอาชีพตามมาตราดังกล่าวต้องทำ KYCจึงเท่ากับไม่มีความหมาย เพราะผู้ประกอบอาชีพตามมาตราดังกล่าวยังมีหน้าที่ต้องทำ CDD เมื่อธุรกรรมมีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป

ประเด็นนี้ผู้เขียนเข้าใจว่า หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกัน ซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้เห็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฟอกเงินให้มีความชัดเจน และไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้มีหน้าที่รายงานตาม พ.ร.บ. ปปง. ในอนาคตอันใกล้นี้

พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ