กรณีผู้เรียนหลักสูตรของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง
ได้ขอสิทธิพิเศษค่าโดยสารของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นตัวอย่าง ชี้ให้เห็นถึงระบบอภิสิทธิ์ต่างๆ ในสังคมไทยได้อย่างดี โดยเฉพาะอภิสิทธิ์ในการใช้ทรัพยากรของรัฐ และการใช้อภิสิทธิ์ดังกล่าวได้นั้น จะต้องมีความสัมพันธ์ หรือที่เรียกว่าเส้นสายกันพอสมควรจึงจะสามารถดำเนินการดังกล่าวได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ สังคมไทยเต็มไปด้วยระบบเส้นสายและพวกพ้องในแทบทุกเรื่อง
อันที่จริง ระบบเส้นสายแทบไม่ใช่เรื่องปกติของคนในสังคมเลย แต่ประเด็นที่น่าพิจารณาคือการแสดงออกในที่สาธารณะ หรือเปิดเผยให้คนได้เห็นนั้น เราล้วนแต่ประณามระบบดังกล่าว หรือที่เรียกว่าระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นเรื่องน่ารังเกียจอย่างยิ่งหากใครพูดเรื่องนี้ในที่เปิดเผยในยุคนี้ เนื่องจากการพัฒนาในโลกยุคใหม่นั้นมุ่งเน้นไปที่ความรู้ความสามารถ ดังนั้น ระบบใดๆก็ตามที่ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถจึงถูกตั้งแง่รังเกียจ และเป็นสิ่งที่ต้องเร่งขจัดให้หมดไป
แม้จะรังเกียจการแสดงออกกันอย่างเปิดเผยถึงการใช้เส้นสาย แต่ในเรื่องปฏิบัติจริง ก็ปรากฏว่ามีการใช้กันในแทบทุกเรื่อง และเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมก็ปฏิบัติกันเมื่อมีโอกาส และตัวอย่างของสถาบันการศึกษาดังกล่าว ยิ่งตอกย้ำปัญหารากลึกลงไปอีกว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนักในการแก้ไขและอาจต้องใช้เวลายาวนาน เพราะระดับสถาบันการศึกษาที่ขึ้นชื่อว่ามีความทันสมัยยังปรากฏว่ามีการใช้อภิสิทธิ์่เดียวกันนี้ แม้แต่ในเรื่องเล็กๆน้อยน้อยที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินได้
หากจะวิเคราะห์กันลึกลงไปมากกว่าปรากฏการณ์ เรื่องการใช้อภิสิทธิ์ดังกล่าว เราก็จะพบว่าที่จริงแล้ว ปัญหานี้คือรากเหง้าแห่งปัญหาในสังคมไทยปัจจุบัน และเป็นรากเหง้าแห่งปัญหาความธรรมในสังคม เพราะมีคนบางกลุ่มบางพวกมีอำนาจในการใช้ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ เนื่องจากเป็นการใช้เส้นสายหรือสายสัมพันธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วตน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเบียดเบียนผลประโยชน์จากคนอื่นๆมาเป็นของตนนั่นเอง
ประเด็นเรื่องการใช้อภิสิทธิ์ดังกล่าว ดูเหมือนว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะตระหนักถึงปัญหา และได้พยายามแก้ไขโดยยึดกฎหมายเป็นหลัก ดังจะเห็นจากการยึดที่ดินคืนจากการครอบครองอย่างผิดกฎหมาย และการไล่รื้ออาคารที่บุกรุกที่สาธารณะจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความเสียหายระดับชาติ ที่เกิดจากการใช้อภิสิทธิ์หรือสายสัมพันธ์ และได้พยายามแก้ปัญหาความเป็นธรรมอื่นๆ ในอีกหลายเรื่องโดยยึดตัวบทกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการใช้อภิสิทธิ์นั้นถือว่ามีมานาน ซึ่งนับวันจะรุนแรงและสร้างผลกระทบมากยิ่งขึ้นหากไม่รีบแก้ไข และปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะรุนแรงมากในไม่กี่ปีมานี้ จนกระทั่งภาคเอกชนได้สร้างความร่วมมือเป็นเครือข่ายเพื่อต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของเส้นสายทั้งปวงที่ฝังแน่นอยู่ในสังคมไทย ซึ่งเราหวังว่าในอนาคตข้างหน้าสังคมไทยจะก้าวสู่ยุคใหม่ได้ หากเราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลง หรือหมดสิ้นไป
เราเห็นว่าเนื่องจากปัญหานี้ได้ฝังรากลึก จนคนที่ชอบใช้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่สมควรหรือเหมาะสม แต่มีการใช้กันจนแทบจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จากกรณีตัวอย่างของการรถไฟฯนี้เอง ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งถึงความยุ่งยากของปัญหาดังกล่าว ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็ขึ้นกับสำนึกของคนไทยด้วยกันเท่านั้น ที่ต้องตระหนักว่าอะไรสมควรหรือไม่สมควร เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนระดับนี้หาใช่เรื่องความรู้ความเข้าใจ แต่เป็นเรื่องสำนึกนั่นเองที่เป็นปัญหาใหญ่






