วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นโยบายการเงินหนุนไทยเดินหน้า ตาม Economic Growth Path

ดร.วิรไท สันติประภพ

 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงิน เพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ยอมรับว่าถึงแม้ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจะมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็ยังสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 3.3-3.4% ในปีนี้ แต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตตามศักยภาพได้ในระยะยาว คงจะอาศัยนโยบายการเงินอย่างเดียวไม่ได้ โดยต้องมีบทบาทของรัฐบาลในการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัว ซึ่งหากภาครัฐสามารถดำเนินการได้ในระดับปัจจุบัน โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยับขึ้นไปที่ 4.5-5.5% ต่อปีก็มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้นโยบายการเงินก็สามารถดูแลให้เติบโตตามศักยภาพ ในระยะยาวดังกล่าวใน 4 แนวทาง คือ หนึ่งจะไม่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงเครื่องมือเดียว สองจะใช้นโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยน สามการใช้ Macro Prudential ที่เหมาะสม และสี่การเข้าดูแลกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าในแบบ Economic Growth Path อย่างต่อเนื่อง

แต่เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ที่มีการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กระจายตัวท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังตกต่ำ ขณะที่โครงสร้างการค่าและบริการที่มีเทคโนโลยีและ Supply Chain ใหม่ๆ ที่ดูแล้วยังไม่เกิดผลอย่างเต็มที่ แต่ภาพดังกล่าวก็ยังไม่มีสิ่งที่น่ากังวลแรงๆ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะใช้นโยบายสุดโต่งทั้งการอัดฉีดเงิน QE และใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว จนส่งผลให้ตลาดสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกพองตัวขึ้น จนเกิดการบิดเบือนราคาของสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ จะย้อนกลับมากดดันให้นโยบายการเงินของไทยต้องเดินไปในทิศทางดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง ดร.วิรไทมองว่า นโยบายการเงินของแต่ละประเทศล้วนเกิดจากความจำเป็นของตนเอง ซึ่ง ธปท.เองก็ไม่จำเป็นต้องรับแรงกดดันให้หยิบยกขึ้นมาใช้ เหมือนเป็นเครื่องมือทางการเงินแบบใหม่ๆ ก็ตาม เพราะนโยบายการเงินในปัจจุบันยังคงเหมาะสมที่จะดูแลเสถียรภาพทางด้านระดับราคากันอยู่

โดยเฉพาะกับการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.สามารถดูแลเงินบาทไม่ให้ผันผวนจนเกินไป โดยที่ความผันผวนของเงินบาท อยู่ในระดับที่ 4% ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีความผันผวนรุนแรงที่ 8-9% อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้มีการแข็งค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่น่าเป็นห่วงเพราะสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในตลาดบอนด์ของไทยมีเพียง 9% เทียบกับมาเลเซียและสิงคโปร์ที่มีต่างชาติถือครองสูงถึง 30% ทั้งนี้ทั้งนั้น ธปท.ยังคงอบอุ่นใจกับภาพรวมของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 8.5% ในปีที่ผ่านมา และปัจจุบันมีการเกินดุลสูงถึง 2.86 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ โดยส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาเพียง 4% โดย ธปท.เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อความสามารถส่งออกที่รุนแรง เนื่องจากผู้ส่งออกสามารถประหยัดต้นทุนได้จากการนำเข้าทีราคาถูกลงเช่นเดียวกัน

จากรายงานประจำเดือนของ ธปท.เดือนกรกฎาคมล่าสุด มูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำหดตัวต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นตัวช้าเป็นสำคัญถึง 8.4% แต่เมื่อรวมกับทองคำการส่งออกติดลบที่ 4.5% โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อ โดยที่ตัวเลขของการลงทุนภาคเอกชนในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนไม่เพิ่มขึ้นเลยที่ 0.0% เท่านั้น ส่วนมูลค่าการนำเข้าโดยรวมยังคงหดตัวจากปีก่อนโดยที่มูลค่าการนำเข้าลดลงถึง 8.6% จากผลของราคาน้ำมัน และการหดตัวของการนำเข้าวัตถุดิบ ส่วนหนึ่งเพราะภาวะการส่งออกที่ไม่ดี แต่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวดีจากนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มในเดือนเดียวกันมากถึง 2.9 ล้านคนเพิ่มขึ้น 10.8% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอลง และการใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลงหลังมีการเร่งเบิกจ่ายไปแล้วในช่วงก่อนหน้า โชคดีที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงจากเดือนก่อนตามราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราการว่างงานทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนที่แล้ว