วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เครือข่าย ตัวตน และชนชั้น

ในสังคมตะวันตกนั้นคำว่า “สังคม” เดิมมีความหมายถึง “การสมาคม” แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป

ก็ทำให้ผู้คนเริ่มจินตนาการถึงการเชื่อมต่อระหว่างกันและกัน จึงเกิดการสร้างคำว่า “สังคม” ขึ้นมา (ผมเอาประเด็นนี้มาจาก Raymond Williams ในหนังสือชื่อว่า Keywords: A Vocabulary of Culture and Society ครับ) ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสังคมไทย เพราะคำว่า “สังคม” ในสังคมไทยก่อนปี 2516 ก็หมายถึงการไปสังสรรค์หรือการไปออกงานสมาคม

กล่าวได้ว่ากลุ่มนักศึกษาในช่วงก่อนปี 2516 ได้เริ่มทำให้คำว่า “สังคม” (ที่หมายถึงหน่วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนและคนกับสรรพสิ่งที่แต่ละคนล้วนแล้วแต่ผูกพันกัน) มีความหมายใหม่และได้เริ่มมีการสร้างอุดมคติของการอุทิศตนเองเพื่อสังคมขึ้นมา ซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวของความรู้สึกที่ตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพสังคมที่ดีแพร่ออกไปกว้างขวางมากขึ้น และมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เข้มข้นและหลากหลายซึ่งล้วนแล้วแต่มุ่งหวังให้สังคมดีงามมากขึ้น

ในปัจจุบันนี้แม้ว่า คำว่า “สังคม” ได้กลายเป็นคำที่ใช้และเข้าใจกันโดยทั่วไปแล้ว แต่สิ่งที่สูญสลายไปได้แก่อารมณ์ความรู้สึกปรารถนาดีร่วมกัน ที่จะช่วยทำให้สังคมดีขึ้นและงดงามขึ้น เราอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ลองนึกถึงกิจวัตรประจำวันของเราดูซิครับ

อะไรเกิดขึ้นกับ “สังคม”

อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษผู้สมาทานความคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) เคยกล่าวทำนองว่าไม่มีหรอกสิ่งที่เรียกว่า “สังคม” น่ะ (There is no such a thing as society) จะมีก็แต่เพียงปัจเจกชนชายหญิงและครอบครัวเท่านั้น ซึ่งในด้านหนึ่งคำกล่าวนี้ก็สะท้อนความคิดเห็นที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงความหมายของ“สังคม”ในอีกด้านหนึ่งคำกล่าวนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องคิดกันใหม่ในเรื่องจินตนาการ“สังคม”

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำเข้มข้นกว่ายุคทุนนิยมก่อนหน้านี้ และได้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่แปลกใหม่ไปจากเดิมมากกว่ามาก กล่าวคือฐานและระบบการผลิตประเภทหนึ่งๆ ที่แยกย่อยมากมายและหลากหลายได้ประกอบสร้าง “เครือข่าย” หรือระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแนวระนาบแบบหนึ่งๆ ขึ้นมาซ้อนทับหนาแน่นอยู่ในพื้นที่ที่เคยเรียกกันว่า “สังคม”

หากเราลองนึกถึงถึงกิจวัตรประจำวันของเราก็จะพบว่า ความสัมพันธ์หลักของเราวางอยู่บนเครือข่ายของการประกอบอาชีพ หากสัมพันธ์นอกเครือข่ายประกอบอาชีพก็จะเข้าไปสู่อีกเครือข่ายหนึ่งที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจของเรา

การมีชีวิตอยู่ในเครือข่ายกลายเป็นความหมายของ“ตัวตน”ของเราแต่ละคน (เพราะ “อัตลักษณ์” หรือความหมาย “ตัวตน” นั้นขึ้นอยู่กับระบบความสัมพันธ์ไม่มี “อัตลักษณ์” ใดเกิดขึ้นนอกความสัมพันธ์ได้) แม้ชีวิตในชนบทปัจจุบันความหมาย “ตัวตน” ไม่ได้อยู่ที่ระบบความสัมพันธ์แบบชุมชนอีกแล้ว หากแต่อยู่ที่การจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนแต่ละกับเครือข่ายการผลิตที่เขาสังกัดอยู่ ตัวอย่างเช่น “เรา” มีความหมายเป็น “เจ้าของรถเกี่ยวข้าว” และขยับมาลงเล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นนายกอบต. ไม่ใช่เป็นพี่ป้าน้าอาของคนในพื้นที่ชุมชนแบบเดิมอีกต่อไป แม้ว่าปาก “เรา” จะอ้างความเป็นญาติกับคนในชุมชนตลอดมาก็ตาม (“เรา” เป็นพลเอก “เรา” เป็นนายอำเภอ)

จินตนาการ “สังคม” และการทำเพื่อ “สังคม” จึงสูญสลายไปเหลือเพียงการกระทำทุกอย่างเพื่อ “เรา” และ “เครือข่าย”

“สังคม” จึงกลายสภาพเป็นความซับซ้อนของเครือข่ายที่ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น

การประกอบสร้าง “เครือข่าย” เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้มีใครคนใดๆ หนึ่งสร้างอย่างมีเจตจำนงอิสระหากแต่เป็นไปอย่างเป็นกระบวนการที่กอปรกันขึ้นมาด้วยพลังปัจจัยที่รายล้อมคนอยู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก่อรูป “เครือข่าย” เกิดขึ้นสะดวกมากขึ้น

ขณะเดียวกันการประกอบสร้างเครือข่ายที่ทำให้มีความหมายต่อ “ตัวตน” ก็จะสัมพันธ์อยู่กับคุณลักษณะของ“ชนชั้น”อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในโลก รวมทั้งในสังคมไทยช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้น ไม่สามารถวิเคราะห์และเข้าใจผ่านกรอบคิด “ชนชั้น” แบบเดิมได้หากแต่ต้องพิจารณาผ่าน “เครือข่าย” ที่สร้างกันขึ้นมาด้วย ตัวอย่างการรณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านสื่อทางสังคมล้วนแล้วแต่กระทำผ่าน “เครือข่าย” ทั้งสิ้น

“สังคม” ในวันนี้ไม่ใช่ “สังคม” ที่เราท่านรู้จักและผ่านชีวิตมาอีกแล้วหากแต่เป็น “สังคม” ของ “เครือข่าย” ที่ประกอบร่วมกันอยู่ในพื้นที่อาจจะเปรียบเทียบได้กับ “ขนมชั้น” ที่แต่ละชั้นสัมผัสกันอยู่แต่ก็แยกออกเป็นชั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อ “สังคม” เป็น “สังคมขนมชั้น” เราจะช่วยกันทำอย่างไรให้แต่ละชั้นมีการเชื่อมต่อกันให้มากที่สุด

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพียงอยากจะชักชวนท่านผู้อ่านให้ลองพยายามทำความเข้าใจความคิดเรื่อง “สังคม” ให้มากขึ้นเพราะไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงและหากไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ดีที่สุดก็ไม่มีทางที่จะเดินไปข้างหน้าได้