ส่องกระจกการศึกษาไทย (1)

ส่องกระจกการศึกษาไทย (1)

การศึกษาและการเรียนในสังคมไทยเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับตั้งแต่ปี 2414 กับโรงเรียนแห่งแรก

ได้ถือกําเนิดขึ้นมาในดินแดนสยามในรัชสมัยของเสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 การเดินทางของการศึกษามิอาจหยุดยั้งดั่งกาลเวลาฉันใด สังคมย่อมเกิดการเดินทางเช่นกันเป็นฉันนั้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ประเทศกําลังรุดหน้าไปสู่การเป็นศิวิไลซ์มีตัวเลขกํากับต่อท้าย เพื่อบอกให้ทุกคนทราบถึงรุ่นหรือเวอร์ชันที่คาดว่าน่าจะใหม่ล่าสุด

แต่หลายฝ่ายคงลืมไปว่าการมีแค่ความปรารถนาดี มีความมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ แผนงานที่ชัดเจนและเลขรุ่นนั้นมิได้เป็นตัวกําหนดถึงความสําเร็จ เพราะถ้าหากสําเร็จประเทศเราคงไม่ต้องใช้งบประมาณกับการจัดเสวนาในหัวข้อการล้มเหลวของการศึกษาไทยในครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับคําถามที่ว่าทําไม

ถึงโดนประเทศนั้นประเทศนี้แซงหน้า ทําไมผลผลิตบัณฑิตไม่เป็นไปตามแผนแม่บทเสียที ตกงานกันเป็นระนาวจนต้องมีคําสั่งนิ้วเพชรให้ชะลอการผลิตบัณฑิตด้านครู

ประชาชนไม่เข้าใจการศึกษาอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่เรากําลังหลอกให้ทุกคนเชื่อว่าการศึกษาที่เรากําลังทําอยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเรากําลังมีความเชื่อว่าแผนแม่บททางด้านการศึกษาที่เรากําหนดไว้ในปีนี้จะสามารถใช้ได้ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เมื่อนั้นเราได้เดินทางมาถึงจุดตายเรียบร้อยแล้ว และในอีกทศวรรษอันใกล้ก็เตรียมงบประมาณสําหรับจัดเสวนาเรื่องความล้มเหลวของการศึกษาไทยกันอีกครั้งได้โดยไม่ต้องสงสัย

ลองมาวิเคราะห์ปัญหากันทีละจุด เริ่มจากการศึกษากับสังคมไทยกันก่อน เราต้องเข้าใจบริบทของตัวเองว่าเราเป็นประเทศเกษตรกรรมหรือเป็นคลื่นลูกที่ 1 ตามที่อัลวิน ทอฟเลอร์ได้กล่าวไว้ ในยุคนั้นสังคมบ้านเราทําการค้าขายกับต่างประเทศ ต้องการอะไรที่ทันสมัยก็นําเข้ามา พูดกันง่ายๆ คือระบบอินฟาร์สตรัคเจอร์ทั้งหมดในบ้านเรามาจากเมืองนอกทั้งสิ้น จนเกิดเป็นค่านิยมฝังเข้าไปในหัวของคนส่วนใหญ่ว่า ของดีต้องมาจากเมืองนอก ต้องส่งลูกหลานไปจบเมืองนอก เก่งไม่เก่งไม่รู้แต่ขอให้จบเมืองนอกไว้ก่อน จนมีวลีเหน็บแนมว่า แหม..ไปชุบตัวเมืองนอกมาหรือ ครั้นผู้ที่มีอํานาจบางคนในบ้านเมืองก็มีรสนิยมแบบนี้ มีความเชื่อแบบนี้ ทําให้การมองเห็นปัญหาในระดับจุลภาคนั้นห่างไกลไปอีก เพราะไม่เข้าใจว่าประชาชนนั้นต้องการสิ่งใดเป็นแน่แท้

กลับมามองบริบทสังคมในบ้านเรา เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นว่าภายในระยะเวลาอันใกล้ประเทศเราคงสร้างอะไรเป็นของตัวเองไม่ได้เป็นแน่แท้ ทางเลือกเดียวคือต้องนําเข้าเทคโนโลยีของฝรั่ง ซึ่งระบบส่วนใหญ่ทั้งไฟฟ้า ประปา คมนาคม โทรคมนาคม และสาธารณูปโภคหลักเป็นเทคโนโลยีของต่างชาติทั้งหมด สิ่งเหล่านี้จําเป็นต้องมีการซ่อมบํารุงกันเป็นประจํา ครั้นจะเรียกช่างฝรั่งมาก็คิดค่าแรงเป็นชั่วโมงแสนที่จะเปลืองเบี้ยเปลืองอัฐ จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งโรงเรียนสอนขึ้นมา

แต่ไม่ได้สอนให้สร้างสิ่งต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมาในระดับแก่นแท้ จะสอนก็เพียงแค่ซ่อมบํารุง ทําตามแบบแปลน สอนให้แก้ไขตามคู่มือ เป็นพวกช่างเทคนิคเสียส่วนใหญ่ จบออกไปก็มุ่งเน้นไปที่บรรษัท เก่งมากหน่อยก็ได้ไปอยู่กับบรรษัทที่มีชื่อ บรรษัทฝรั่งที่ได้เงินเดือนมากโข ส่วนพวกที่เก่งน้อยแต่มีเส้น

สายก็ยังพอเอาตัวรอดได้ แต่พวกที่เก่งนิดเดียวแถมยังไม่รู้จักใครก็อาจต้องดิ้นรนมากกว่าพวกแรกนิดนึง ถึงแม้ไม่ได้ทํางานสายตรงก็เบนสายไปอันไหนก็ได้ขอแค่หาเงินเลี้ยงครอบครัวให้ได้เป็นพอ

และสุดท้ายต้องมีคนตกงาน จนมีกลุ่มศิลปินชื่อดังสัญลักษณ์หัวควายแต่งเพลงเพื่อปลุกจิตสํานึกให้กับคนในบ้านเรา ให้ประชาชนคนไทยหันมาเหลียวมองผลิตภัณฑ์ของในประเทศบ้าง โดยมีผู้สนับสนุนหลักเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเรา ส่วนผลลัพธ์ก็เป็นดังเฉกเช่นปัจจุบันเอวังประการละฉะนี้

-----------------------

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาษา ตั้งจิตสมคิด

ที่ปรึกษาแผนกวิจัยและพัฒนาเกม

อาษาโปรดักชัน

[email protected]