รู้ร้อน...รู้หนาว

รู้ร้อน...รู้หนาว

การที่จะมี Ownership และ Accountability ในงานใดๆ ได้นั้น เป็น 'จิตสำนึกที่ตนเองต้องสร้างเอง' คนอื่นบังคับไม่ได้

สมัยเรียนที่คณะนิติศาสตร์ผมและเพื่อนๆ ไม่ชอบวิชาบัญชีเป็นอย่างมาก (แต่ก็ต้องเรียนในฐานะเป็นวิชาบังคับ) และผมก็ทราบมาว่านิสิตที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีก็ไม่ชอบวิชากฎหมายที่บังคับให้ต้องเรียนกันเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน

แต่ในการทำงานทั้งในบทบาทของที่ปรึกษากฎหมายและกรรมการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมรู้สึกดีใจที่ได้เรียนวิชาบัญชีมาบ้างแม้จะอยู่ในระดับพื้นฐานก็ตาม เนื่องจากการทำความเข้าใจบัญชีของบริษัทเป็นเรื่องสำคัญมาก และในกรณีที่บริษัทที่เป็นลูกความหรือที่ผมเป็นกรรมการอยู่มีปัญหาเรื่องกฎหมายหรือคดีความ ผมก็ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นพิเศษเพื่อให้การลงบัญชีและการเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุท้ายงบการเงินเป็นไปโดยถูกต้อง จึงทำให้มีผู้ตรวจสอบบัญชีหลายท่านที่ผมชื่นชมในความรู้ความสามารถ โดยชื่อที่ผมจะนึกถึงในลำดับแรก ๆ เสมอ คือ ประสัณห์ เชื้อพานิช

คุณประสัณห์ เคยเป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย จำกัด และในปัจจุบันคุณประสัณห์ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสภาวิชาชีพบัญชี และเป็นกรรมการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกหลายแห่งรวมทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ผมได้มีโอกาสทำงานกับคุณประสัณห์อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ.2549 - พ.ศ. 2550 ในเรื่องการลงบัญชีและการเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุท้ายงบการเงินของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ที่กำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกั

สัญญาสัมปทานโทรทัศน์อยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีผู้ให้สัมปทาน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเป็นที่สนใจของผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไปในยุคนั้นเป็นอย่างมาก คุณประสัณห์ในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทและผมในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทในขณะนั้นจึงต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การลงบัญชีของบริษัทเป็นไปอย่างถูกต้องและการเปิดเผยข้อมูลสนับสนุนในหมายเหตุท้ายงบการเงินมีความเหมาะสมเพียงพอตามมาตรฐานการบัญชี เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนโดยทั่วไปสามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ของบริษัทในขณะที่ออกงบการเงินและวิเคราะห์ไปข้างหน้าได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเราก็สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ตลอดเวลาที่ทำงานด้วยกัน ผมพบว่าคุณประสัณห์สามารถจับประเด็นและทำความเข้าใจแง่มุมทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการตีความสัญญาสัมปทานและประเด็นพิพาท ตลอดจนกระบวนการทางกฎหมายทั้งในส่วนของอนุญาโตตุลาการและของศาลปกครองที่ผมอธิบายให้ฟังได้เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักบัญชีหรือแม้กระทั่งนักกฎหมายก็ตาม หากไม่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้มาก่อน และเมื่อฟังเข้าใจแล้วคุณประสัณห์ยังสามารถนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปปรับใช้ในการลงบัญชี และเมื่อผมมีข้อสงสัย คุณประสัณห์ก็สามารถอธิบายให้ผมฟังได้ด้วยหลักการทางบัญชีที่ชัดเจนและเข้าใจได้อย่างสมเหตุสมผลยากที่จะโต้แย้ง

ผมได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกับคุณประสัณห์อีกครั้งหนึ่งตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีคุณประสัณห์เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และจากการทำงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่งนี้ ผมก็ยิ่งมีข้อยืนยันมากขึ้นว่าข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับการทำงานของคุณประสัณห์นั้นไม่ได้ผิดพลาดเลย

ผมเชื่อว่าที่คุณประสัณห์สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างดียิ่ง ทั้งในการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในช่วงที่ยังประกอบวิชาชีพอยู่และในช่วงหลังจากนั้นในฐานะกรรมการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น เป็นเพราะ
คุณประสัณห์ไม่ได้เพียงแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่เป็นผู้ที่มีจิตสำนึกที่จะต้องทำงานในหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเต็มความสามารถเพื่อให้งานที่ทำสำเร็จผลอย่างดีที่สุดด้วย

คุณสมบัติเช่นนี้ของคุณประสัณห์เรียกกันในภาษาอังกฤษยุคปัจจุบันว่าเป็นการทำงานแบบมี Ownership ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะ Accountability คือความรับผิดชอบต่อผลงานของตนเองที่องค์กรต่างๆ
มุ่งสร้างให้ผู้ร่วมงานถือเป็นทางปฏิบัตินั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงโดยไม่อยู่ภายใต้การหลบเลี่ยง (ไม่ว่าโดยเปิดเผยหรือซ่อนเร้น) หรือการติดกรอบกติกาใดๆ ที่ถือเป็นอุปสรรคต่อความเป็นเลิศได้นั้น ก็ต่อเมื่อผู้ที่รับผิดชอบทำงานมีจิตสำนึกว่าตนเป็นเจ้าของงานนั้นๆ (Ownership) มีความรู้สึกผูกพันและมีความสุขที่จะได้ทำงานให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่ทำตามหน้าที่ให้เสร็จๆ ไป ไม่ทำงานแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าผลงานที่ไม่ดีของตนเองจะสร้างผลร้ายหรือผลกระทบในทางลบให้แก่ผู้อื่นอย่างไร และพาลแต่จะโทษผู้อื่นหรือเหตุภายนอกต่างๆ เมื่อเกิดผลลบขึ้นจากงานที่ตนเองทำ

You can be “given” responsibility but you have to “take” accountability (หนังสือ The Oz Principle: Getting Results Through Individual and Organizational Accountability เขียนโดย Roger Connors และ Tom Smith)

การที่จะมี Ownership และ Accountability ในงานใดๆ ได้นั้น เป็น “จิตสำนึกที่ตนเองต้องสร้างเอง” คนอื่นบังคับไม่ได้ แม้กรอบกติกาที่สร้างขึ้นมาก็เพียงแต่ใช้ได้ในสภาพบังคับ ไม่ได้ผลอย่างแท้จริง