วัวสัตว์อันตรายของอินเดีย

วัวสัตว์อันตรายของอินเดีย

วัวเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างเป็นที่สุด ผลิตภัณฑ์อาหารมากมายมาจากนม อีกทั้งหนัง เขา กระดูก

เนื้อเป็นของมีค่า และยามเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ช่วยไถนา มูลก็เป็นทั้งปุ๋ยและเชื้อเพลิง อย่างไรก็ดีสัตว์ไร้เดียงสาไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใครนี้ได้กลายเป็นสัตว์อันตราย เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งฆ่าฟันในกลุ่มมนุษย์จำนวนกว่าพันล้านคน

​ในประชากรกว่า 1,300 ล้านคนของอินเดีย มีฮินดูอยู่ 1,037 ล้านคน และมุสลิม 182 ล้านคน ทั้งสองศาสนาอยู่ร่วมกันมาเป็นพันปี กระทบกระทั่งกันมาตลอดด้วยสาเหตุหนึ่งคือวัฒนธรรมความเชื่อในเรื่องวัวที่แตกต่างกัน

ฮินดูซึ่งเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมเช่นเดียวกับศาสนา คนฮินดูถือว่าวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาหลายพันปีเช่นเดียวกับชาวอียิปต์ ชาวกรีก ชาวยิว ชาวโรมันในยุคโบราณ เหตุผลก็เพราะประโยชน์นานัปการของวัว จนวัวเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งมาแต่ดึกดำบรรพ์ มีสถานะคล้าย “ผู้ดูแล” ซึ่งเสมือนกับเป็นแม่

คำในภาษาสันสกฤตของวัวคือ “โค” ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำว่า “cow” ในภาษาอังกฤษ และ “bos” ในภาษาละติน ทั้งหมดมาจากคำว่า ”gwous” ในภาษา Proto-Indo-European

มุสลิมซึ่งเข้าครอบครองอินเดียในศตวรรษที่ 7 บริโภคเนื้อวัวแทนหมู ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนา ส่วนฮินดูส่วนใหญ่นั้นไม่บริโภคเนื้อวัว ตัวขัดแย้งระหว่างฮินดูและมุสลิมในปัจจุบันมิได้เกิดจากเรื่องใครกินอะไร หากมีที่มาจากความขมขื่นจากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1947 ที่มีการแบ่งประเทศอินเดียและให้คนมุสลิมอพยพไปอยู่ปากีสถานตะวันตก (ต่อมาเรียกว่าปากีสถาน) และปากีสถานตะวันออก (ต่อมาเป็นประเทศบังคลาเทศใน ค.ศ. 1971)

คนมุสลิมที่ยังอยู่ในอินเดียรู้สึกขมขื่นเพราะเป็นคนอินเดียเหมือนกันแต่ไม่เท่ากัน ดังนั้นวัวจึงเสมือนเป็นชนวนของการลุกฮือขึ้นต่อสู้ฆ่าฟันกันระหว่าง ค.ศ. 1717 ถึง 1977 มีสถิติว่า 22 จาก 167 เหตุการณ์ของการจลาจลฆ่าฟันกันระหว่างฮินดูและมุสลิมมีสาเหตุโดยตรงจากเรื่องการฆ่าวัว

​กฎหมายในอินเดียเกี่ยวกับการฆ่าวัวนั้นแตกต่างกัน ใน 29 รัฐมี 24 รัฐที่การฆ่าวัวและขายเนื้อวัวมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องอายุและเพศของวัว เนื้อวัวที่ฃื้อขายได้หรือลักลอบซื้อขายกันนั้นมีราคาถูกกว่าไก่และปลา ดังนั้นจึงเป็นอาหารของมุสลิมที่ยากจนและพวก dalit (จัณฑาลซึ่งได้แก่ ผู้อยู่ในวรรณะต่ำสุด)

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันฮินดูที่อยู่ในประเทศอินเดียจำนวนไม่น้อยก็แอบบริโภคเนื้อวัวด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮินดูที่อยู่ในประเทศอื่นเช่น มาเลเซีย ฮินดูไม่ฆ่าวัวโดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมุสลิม (อินเดียส่งเนื้อวัวและเนื้อควายออกนอกประเทศมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งร้อยละ 80 เป็นเนื้อควาย) ถึงแม้วัวจะเดินเกะกะบนถนนที่รถติดโดยไม่มีใครข่มเหงรังแก แต่ถึงจุดหนึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะเข้าโรงฆ่าสัตว์ ที่กล่าวนี้เป็นความจริงที่ไม่กล้ายอมรับกันเปิดเผยในสังคมอินเดีย

 งานวิชาการของ Dr.Jha ในหนังสือ The Myth of the Holy Cow ได้เอาข้อเขียนทางศาสนาตลอดจนตำราโบราณมาอ้างอิงว่าฮินดูในสมัยโบราณนั้นบริโภคเนื้อวัว แต่ผู้เขียนถูกขู่เข็ญโดยกลุ่มฮินดูขวาจัดซึ่งกล่าวว่าเหตุที่มีการกินเนื้อวัวกันในอินเดียนั้น ก็มาจากอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่แพร่กระจายเข้ามาในอินเดีย

ปัจจุบันกลุ่มฮินดูขวาจัดกำลังแสดงพลังในหลายเมืองโดยอ้างว่าการคุ้มครองวัวนั้นคือหน้าที่ของชาวฮินดู การป้องกันรักษาวัวโดยทำลายผู้ที่ฆ่าวัวและกินเนื้อวัวคือสิ่งที่สมควรทำ วัวกำลังกลายเป็นสัตว์ไร้เดียงสาที่อันตรายอีกครั้งในอินเดีย กลุ่มฮินดูขวาจัดกระจายอยู่ในหลายเมือง เสาะแสวงหาผู้ฆ่าวัวอย่างผิดกฎหมาย ขู่เข็ญ ขู่ฆ่า รวมทั้งลอบฆ่าคนเหล่านี้ ซึ่งโดยนัยก็คือการฆ่ามุสลิมนั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ที่เมืองอัคราที่ตั้งของทัชมาฮาล สมาชิกฮินดูฝ่ายขวา 5,000 คน ล้อมกรอบร้านขายเนื้อ โรงฆ่าสัตว์ และที่รัฐอุตรประเทศ มีคนถูกฆ่าเพราะมีข่าวลือว่าบริโภคและสะสมเนื้อวัว อีกหลายเมืองก็มีความคุกรุ่นจนนายกรัฐมนตรี Modi ออกมาห้ามปราม (เมื่อตอนหาเสียงก็เคยโจมตีสมาชิกพรรครัฐบาลที่อยู่ตรงข้ามว่าส่งเสริมการฆ่าวัวเพื่อหาเงินจากการส่งออก) เพราะเกรงว่าจะเกิดจลาจลฆ่าฟันกันระหว่างฮินดูและมุสลิมดังเช่นที่เกิดขึ้นที่เมือง Nellie ในปี 1983 ครั้งนั้นมุสลิม 1,800 คนถูกฆ่าซึ่งถือว่าเป็นฆาตกรรมหมู่ที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือเด็กและผู้หญิง

ไม่น่าเชื่อว่าในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้คนใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารเห็นหน้ากัน เล่น Pokémon Go ขับรถไฟฟ้า และอีกไม่นานจะนั่งรถที่ไม่ต้องมีคนขับ แต่ยังมีคนไล่ฆ่าฟันกันด้วยสาเหตุจากความเชื่อในเรื่องวัวที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ดี ถ้าเห็นเพียงว่า วัวเป็นสาเหตุของการฆ่าฟันก็ไม่ถูกต้องเพราะนักการเมืองต่างพรรคที่หาประโยชน์จากกลุ่มฮินดูขวาจัดก็มีส่วนร่วมในการช่วยกระพือโหมข้อขัดแย้งเพื่อหาคะแนนนิยมจากสถานการณ์ที่มีเชื้อไฟเดิมอยู่แล้ว

​ มหาตมะ คานธี บอกว่าหากจะวัดว่าประเทศใดยิ่งใหญ่ และมีความก้าวหน้าทางศีลธรรมเพียงใดให้ดูว่าคนในชาตินั้นดูแลสัตว์ทั้งหลายอย่างไร การปกป้องคุ้มครองวัวมิใช่เป็นแค่เรื่องของวัว หากหมายถึงการคุ้มครองดูแลชีวิตทั้งหลายที่อ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ในโลกด้วย

​ บ้านเราดูแลสัตว์กันดีเพียงใด ช้าง ม้า วัว ควาย และผู้อ่อนแอในบ้านเราได้รับการคุ้มครองปกป้องอย่างดีเพียงพอแล้วหรือไม่