ดาบสองคมของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ดาบสองคมของอัตราดอกเบี้ยต่ำ

‘ดอกเบี้ยต่ำ’ เสียงที่ได้ยินหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลจากธนาคารกลางต่างๆ ขยันออกมาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบไปแล้วในหลายประเทศ

เช่นญี่ปุ่นและภูมิภาคยุโรป อธิบายสั้นๆ คือ ดอกเบี้ยต่ำเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Accommodative monetary policy) ใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พอดอกเบี้ยต่ำ คนก็ขาดแรงจูงใจในการออม เพราะดอกผลจากเงินฝากน้อย พอไม่ออมก็จะนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย ในฝั่งเงินกู้ ทั้งคนและบริษัทต่างๆ จะมองเป็นโอกาสกู้เงินด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง คนนำเงินกู้ไปซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ๆ เช่น บ้าน รถยนต์ และของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ บริษัทใช้เงินไปคืนหนี้หรือลงทุนขยายกิจการสร้างกำไรเพิ่มเติมที่สูงกว่า และจ่ายเงินปันผล กลไกควรจะขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ฟังดูดีและตรงไปตรงมาใช่ไหมคะ แต่...แท้จริงแล้ว อัตราดอกเบี้ยต่ำเหมือนกับ ดาบสองคม’

ดอกเบี้ยต่ำอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับล่อลวงให้เกิดหนี้สินมากขึ้นอย่างไม่ทันระวังตัว การกู้เงินในปริมาณที่พอดีและนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์เพื่ออนาคตเป็นเรื่องดี เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ใช้เงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ลงทุนสร้างสนามบินสุวรรณภูมิในปี 2554 ผลคือการพัฒนาสาธารณูปโภคของประเทศ สร้างงานสร้างรายได้ให้คน รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นสนับสนุนภาคท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ ในทางกลับกัน บางบริษัทฉวยโอกาสที่ดอกเบี้ยต่ำก่อหนี้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่า (Refinance) รวมทั้งสร้างหนี้ใหม่ไปเรื่อยๆ จากบริษัทที่น่าจะล้มละลายไปแล้วกลับอยู่รอดมาถึงวันนี้ แต่มีหนี้ก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า ‘บริษัทซอมบี้’

บทเรียนสำคัญจาก ‘วิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือ วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์’ ในปี 2551ซึ่งปะทุจากฝั่งอเมริกา เริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในขาลงมาตลอดในช่วงหลายปีจาก 6.5% ในปี 2543 มาที่ 0.5% ทุกวันนี้ ล่อตาล่อใจให้บริษัทรวมถึงคนกู้เงินและสะสมหนี้ คนใช้เงินซื้อบ้าน ทำให้ราคาบ้านพุ่งจนเกิดเป็นภาวะฟองสบู่และแตกออก ลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สุดท้ายรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเปลี่ยนถ่ายโยกย้ายหนี้จากภาคครัวเรือนและเอกชนมาเป็นของรัฐ ทำให้หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า เมื่อภาคครัวเรือนและเอกชนมีความหวังว่าเศรษฐกิจใกล้ฟื้นตัว จะกลับมากู้ กระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อและเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริง หลังวิกฤติ ภาคครัวเรือนและเอกชนยังเข็ดกับการกู้ รวมถึงธนาคารมีเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันหนี้เสีย ภาระหนี้จำนวนมากจึงยังกองอยู่กับรัฐบาลต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้ในปี 2552 แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำและหนี้สูงยังส่งทอดมาถึงตลาดในประเทศเกิดใหม่ภายในปีเดียวกันนั่นเอง เหตุผลหลักๆ คือผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ไม่น่าพอใจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากแหล่งอื่นๆ (search for yield) เงินจำนวนมากจึงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นจึงเป็นที่ต้องการและทยอยแข็งค่าขึ้น ส่งผลลบต่อธุรกิจส่งออกที่ประเทศเกิดใหม่ล้วนยังต้องพึ่งพิงอยู่ ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นถูกกดดันให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อสกัดการไหลเข้าของเงินทุน วงจรที่เคยสร้างความเสียหายเดิมๆ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นการกู้ยืมในประเทศเกิดใหม่ โชคดีที่โลกมีบทเรียนจากวิกฤตครั้งก่อน จึงมีการควบคุมและชะลอการเติบโตของสินเชื่อก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหม่ แต่ก็ทำให้การเติบโตโดยรวมชะงักงัน สินเชื่อที่ชะลอลง ทำให้ GDP ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านั้นชะลอลงด้วย จากเศรษฐกิจที่เคยโตได้เฉลี่ยกว่า 9% ต่อปีในปี 2553 ปัจจุบันกลับเติบโตช้าลงที่เฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปีเท่านั้น

เมื่อถูกบังคับด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การลงทุนให้ได้กำไรมากๆ เร็วๆ เหมือนเมื่อก่อนเป็นไปได้ยากขึ้น ที่สำคัญคือ เราจะปรับการลงทุนของเราอย่างไรให้เหมาะสม ตามสำนวนที่ว่า ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’ ดังนั้น ถ้าจะเจาะเฉพาะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น ต่อจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการคัดสรรและลงทุนเฉพาะใน 1) หุ้นของบริษัทที่กำไรเติบโตสูง 2) หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 3) หุ้นของบริษัทที่กระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสูง แต่เหนือสิ่งอื่นใด นักลงทุนควรมี ‘การกระจายความเสี่ยง’ อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ไปได้