วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมือความผันผวนค่าเงินต่อเนื่อง

แนวโน้มสำหรับเศรษฐกิจโลก มีเสถียรภาพระดับหนึ่ง

 เมื่อมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษกิจปี 2559 และ 2560 ของประเทศตลาดเกิดใหม่รายใหญ่ ทั้งบราซิล รัสเซีย และจีน โดยคาดว่าเศรษฐกิจบราซิลจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปี 2560 หลังจากเศรษฐกิจหดตัว 3.8% ในปี 2558 และติดลบถึง 4% ปีนี้ ส่วนรัสเซียซึ่งเศรษฐกิจหดตัว 3.7% ในปี 2558 น่าจะติดลบอีกปีนี้ แต่จะขยายตัว 2% ในปี 2560 เนื่องจากราคาน้ำมันและผลผลิตอุตสาหกรรมแข็งแกร่งขึ้น สำหรับคาดการณ์จีดีพีจีน เพิ่มขึ้นเป็น 6.6% ในปีนี้ และ 6.3% ในปี 2560

การปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว เงินทุนไหลกลับเข้ามายังประเทศตลาดเกิดใหม่ ตลาดการเงินผันผวนน้อยลง และยังไม่มีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด แสดงทัศนะว่ามีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 20-21 กันยายน เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 2 แข็งแกร่งกว่าไตรมาสแรก ปัจจัยพื้นฐานสะท้อนว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับพอประมาณตลอดปีนี้และปีหน้า ส่วนตลาดแรงงานก็มีการสร้างงานในระดับพอประมาณ สำหรับเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% พิจารณาจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานที่ตึงตัวขึ้น ล่าสุดตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการสร้างบ้าน เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว สะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายของเฟด เชื่อว่าความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐลดน้อยลงแล้ว แต่ต้องการเปิดกว้างนโยบายดอกเบี้่ย อันทำให้ตีความได้ว่ายังไม่มีความเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ย สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและเงินสกุลอื่นแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะเงินเยน ซึ่งเป็นแหล่งหลบภัยของนักลงทุน อันทำให้เงินเยนแข็งค่ามาเป็นระยะตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดทั่วโลกผันผวนแตกตื่นกันอย่างหนัก จากนั้นช่วงกลางปีก็มีการลงประชามติของอังกฤษเพื่อถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป

สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นแล้วมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้น 15% เมื่อเทียบกับยูโร การแข็งค่าของเงินเยนกระทบไปถึงการส่งออกของญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมร่วงลง 14% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขส่งออกที่ดิ่งลงมากที่สุดในรอบ 7 ปี ทั้งยังเป็นการส่งออกที่ลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดกัน อันยาวนานที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ของสหรัฐ ที่บานปลายกลายเป็นวิกฤตการเงินโลก

นอกจากเงินเยนแล้ว เงินสกุลอื่นในเอเชียก็แข็งค่าขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นริงกิตมาเลเซีย รูเปียะห์อินโดนีเซีย วอนเกาหลีใต้ สิงคโปร์ดอลลาร์ เปโซฟิลิปปินส์ หรือเงินบาท ซึ่งการแข็งค่าที่รวดเร็วเกินไปนั้นไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และอาจส่งผลกระทบได้ โดยเฉพาะต่อการส่งออก ดังนั้นในช่วงที่ความผันผวนมีแนวโน้มจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ จึงทำให้ต้องจับตาดูทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินและเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัจจัยในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อการรับมือและแก้ไขอย่างทันท่วงที