มองผ่านการเลือกตั้งในอเมริกา (5)

มองผ่านการเลือกตั้งในอเมริกา (5)

ยิ่งใกล้วันลงคะแนน การหาเสียงเพื่อช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดียิ่งเข้มข้น การเลือกตั้งครั้งนี้มีตัวแปร

ที่ไม่เคยมีมาก่อน อาทิเช่น นายโดนัลด์ ทรัมป์พูดโพล่งแนวชี้โพรงให้กระรอกออกมาว่า ชาวอเมริกันที่ยึดมั่นในการมีปืนไว้ในครอบครองอาจหาทางป้องกันมิให้นางฮิลลารี คลินตันชนะการเลือกตั้งได้ พฤติกรรมจำพวกนั้นถูกวิจารณ์อย่างหนักจนมีผลทำให้หมู่ผู้นำของพรรคริพับลิกันพากันละทิ้งนายทรัมป์ พวกเขามองว่าถ้านายทรัมป์ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมทางสู่ชัยชนะจะถูกปิดตายหลายคนกดดันนายทรัมป์ให้ยุติการเป็นตัวแทนของพรรค

ดังที่พูดถึงในตอนแรก ความขุ่นข้องหมองใจของชาวอเมริกันที่นำไปสู่การเลือกนายทรัมป์เป็นตัวแทนของพรรคนั้นสูงมาก หากพวกเขาแน่ใจว่านายทรัมป์หมดโอกาสชนะ บางคนอาจจะทำร้ายนางคลินตันถึงชีวิต โศกนาฏกรรมเช่นนั้นอาจไม่เกิด แต่ในช่วงนี้อเมริกามีเหตุการณ์รุนแรงบ่อยมากโดยเฉพาะจากการปะทะกันจนถึงชีวิตระหว่างอเมริกันผิวดำกับตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาว่ารังเกียจผิวผู้ที่อยู่ในอเมริกานานๆ ย่อมทราบดีว่าการรังเกียจผิวยังมีหลงเหลืออยู่มากและคนผิวดำจำต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากการขาดโอกาสมากกว่าคนผิวขาวเรื่องการขาดโอกาสของคนจนและคนผิวดำนี้ขัดกับภาพที่ปรากฏในจินตนาการของคนทั่วไป แต่มันเป็นความจริงที่ยืนยันอีกครั้งโดยบทความของ Ruth Whippman ในนิตยสารไทม์ออนไลน์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม

บทความดังกล่าวนำแก่นของหนังสือชื่อ America the Anxious: How Our Pursuit of Happiness Is Creating a Nation of Nervous Wrecks มาเสนอล่วงหน้าก่อนกำหนดพิมพ์ออกมาวางขายในวันที่ 4 ตุลาคม ที่จะมาถึง ผู้เขียนสรุปว่าเด็กอเมริกันจากครอบครัวยากจนมีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนต่ำกว่าเด็กแบบเดียวกันในประเทศที่พัฒนาจนก้าวหน้าเช่นเดียวกับอเมริกาแล้ว การจมปลักอยู่ในสภาพยากจนและการมีรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้นจนส่งผลให้ซื้อหาอะไรๆ ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทำให้ชาวอเมริกันผิดหวังและขุ่นข้องหมองใจ ผู้เขียนหนังสือมองชาวอเมริกันโดยทั่วไปว่าตกอยู่ในสภาวะร้อนรุ่ม หรือกระวนกระวายใจ (Anxious) ดังที่ชื่อรองของหนังสือบ่งบอก

ความร้อนรุ่มของชาวอเมริกันเกิดจากการแสวงหาความสุข ผู้เขียนมองว่าการแสวงหาความสุขซึ่งวางอยู่บนฐานของแนวคิดที่เรียกกันว่า American Dream อาจส่งผลให้อเมริกาก้าวหน้าในเรื่องใหญ่ๆ แต่ในขณะเดียวกันมันทำให้ชาวอเมริกันมองข้ามสิ่งเล็กๆ ซึ่งสำคัญต่อการมีความสุขอย่างแท้จริง

ความฝังใจในเรื่องการต้องมีทุกอย่างเพิ่มขึ้นชีวิตจึงจะมีความสุขนี้ลึกมากจนทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ติดกับดัก และไม่ยอมฟังผลการวิจัยที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าความสุขที่แท้จริงมิได้มาจากการมีสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้หาอ่านได้ทั้งในเอกสารการวิจัยและในหนังสือหลายเล่มที่นำผลการวิจัยมาเสนอไว้ในที่เดียวกัน ผมจะไม่เอ่ยชื่อหนังสืออีกเพราะได้อ้างถึงแล้วหลายครั้ง บางเล่มมีบทคัดย่อภาษาไทยซึ่งดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา (www.bannareader.com ล่าสุดมหาวิทยาฮาร์วาร์ดพิมพ์รายงานผลการวิจัยอันน่าสนใจยิ่งออกมาอีก

การวิจัยนั้นใช้การติดตามความเป็นไปในชีวิตของชาวอเมริกัน 724 คนอยู่ถึง 75 ปีและสรุปว่า ปัจจัยที่ทำให้คนในกลุ่มนี้มีความสุขมากที่สุดมิใช่ความร่ำรวย หรือความสำเร็จที่นำมาอวดอ้างได้ หากเป็นความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง ข้อสรุปนี้ยืนยันผลของการวิจัยที่คอลัมน์นี้เคยอ้างถึง จึงขอทบทวนว่า หลังมีสิ่งที่สนองความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิตครบถ้วนแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข ได้แก่การมีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง การเรียนรู้อยู่เสมอ การเคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ การช่างสังเกตรวมทั้งการสังเกตความรู้สึกของตนเอง การให้ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พอประมาณ และการอยู่ใกล้ธรรมชาติ

เป็นที่ยอมรับกันว่าอเมริกานำหน้าในด้านการวิจัย ชาวอเมริกันจึงเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ก่อนใครในโลก หากมองจากมุมของการมีความสุข อาจเห็นว่าอเมริกาตกอยู่ในสภาพ “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” แต่อย่าว่าเขาเพราะเรากำลังเป็นเช่นนั้นด้วย